“อนุทิน” ไม่กลัวฟ้องกลับ หลังสั่งเลิกสัญญาอิตาเลียนไทย เซ่นเครนถล่มซ้ำซาก พร้อมไหว้ “เสด็จเตี่ย” ปัดขอพรนั่งนายกฯ ต่อ แต่จ่อขยาย “คนละครึ่งพลัส” 


วันที่ 16 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยกรณีโศกนาฏกรรมเครนก่อสร้างถล่มซ้ำซากว่า วันนี้จะลงพื้นที่ถนนพระราม 2 เพื่อตรวจจุดเกิดเหตุด้วยตัวเอง พร้อมสั่งการ "ยาแรง" ให้หน่วยงานคู่สัญญาดำเนินการ “บอกเลิกสัญญา” กับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ทันทีในโครงการที่เกิดเหตุทั้งที่พระราม 2 และสีคิ้ว จ.นครราชสีมา


นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐจำเป็นต้องใช้อำนาจทางปกครองเพื่อปกป้องสาธารณชน เนื่องจากให้โอกาสปรับปรุงการทำงานแล้วแต่ยังเกิดเหตุซ้ำ 2 ครั้งในรอบ 2 วัน จนมีผู้เสียชีวิต โดยจะผลักดันเข้าหมวด “บริษัททิ้งงาน” เพื่อขึ้นบัญชีดำ ส่วนกรณีที่เอกชนอาจฟ้องกลับ นายกฯ ระบุว่าไม่หวั่นใจเพราะทำเพื่อประชาชน และฝ่ายกฎหมายตรวจสอบแล้วว่าทำได้

ต่อข้อถามถึงกระแสวิจารณ์ในโซเชียลมีเดียว่าพรรคภูมิใจไทยคุมกระทรวงคมนาคมมานานแต่ยังเกิดอุบัติเหตุ นายอนุทินตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมรำคาญมากกว่าแต่ทำอะไรไม่ได้” พร้อมระบุว่าทราบดีว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโพสต์เพื่อด้อยค่าหรือสร้างความขัดแย้ง แต่ตนเชื่อมั่นในระบบการทำงาน และไม่กังวลเรื่องการดิสเครดิต เพราะท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในวันเลือกตั้งเอง

...


อย่างไรก็ตามในช่วงสายนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เดินเท้าจากตึกไทยคู่ฟ้าไปยังพระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (ข้าง มทร.พระนคร) เพื่อสักการะขอพร โดยนายกรัฐมนตรี ไม่ตอบว่ามาขอพรให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ชอีกครั้งหรือไม่ แต่ระบุว่าความสำเร็จอยู่ใกล้ทุกที่หากตั้งใจทำ พร้อมกันนี้ยังได้แวะทักทายและสอนนักศึกษาที่มาขอพรให้สอบผ่านว่า “ไหว้อย่างเดียวไม่พอ ต้องอ่านหนังสือด้วย” เปรียบเหมือนบ้านเมืองที่ต้องทำตามกฎระเบียบก่อนพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์


นอกจากนี้ ระหว่างเดินเท้า นายอนุทินได้พูดคุยกับพนักงานทำความสะอาด กทม. และแม่ค้าย่านนั้น ซึ่งสะท้อนความต้องการอยากให้สานต่อโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เนื่องจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริง นายกรัฐมนตรีจึงรับปากว่าจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาขยายวงสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมกลุ่มคนตัวเล็กมากขึ้น หากพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสได้กลับมาบริหารงานต่อหลังการเลือกตั้งปี 69 นี้