"อภิสิทธิ์" ลั่นกลางเวที อีสานหายจน ประชาธิปัตย์ ต้องเป็น “ทางเลือกที่ปลอดภัย” ของประเทศไทย ย้ำปักธงสุจริต 100% กลางทุ่งศรีเมือง
วันที่ 15 ม.ค. 2569 ที่ ตลาดโต้รุ่ง ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงหัวค่ำที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวทีปราศรัย ทัวร์ทั่วไทยหายจน “อีสานหายจน ด้วยคนทำเป็น” ที่จังหวัดอุบลราชธานี นำโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค นายสุทัศน์ เงินหมื่น ดร.ศุภชัย ศรีหล้า ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ และนายธนพร สมศรี ผู้สมัคร สส.อุบลราชธานี เขต 1 เบอร์ 7 โดยมีพี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมรับฟังอย่างหนาตา
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ขึ้นเวทีด้วยรอยยิ้มและส่งพลังผ่านคำปราศรัย เผยแรงบันดาลใจสำคัญที่ตัดสินใจทิ้งบทบาทนักวิชาการและผู้บริหารภาคเอกชน มาสู่สนามการเมืองเพราะมันคือ “ความหวังของคนเป็นแม่” จากการได้เห็นลูกสาวที่เรียนจบด้านประสาทชีววิทยา (Neurobiology) แต่ต้องจำใจทำงานที่ต่างประเทศเนื่องจากเมืองไทยไม่มีงานที่ดีพอรองรับคนเก่ง
“อ้อ ก้าวเข้ามาเพราะความเป็นแม่ที่อยากเห็นลูกได้อยู่ใกล้ๆ อยากเห็นประเทศไทยมีงานที่มีมูลค่าสูงพอที่จะดึงคนเก่งๆ กลับมาพัฒนาบ้านเกิด โดยเฉพาะที่อุบลราชธานีแห่งนี้” ดร.การดี กล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น และยังเพิ่มเติมอีกว่า ในฐานะที่เคยทำงานภาคเอกชน ตนยอมรับว่าเคยเผชิญกับ “กำแพง” ของการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ทำให้ไอเดียดีๆ ต้องถูกปัดตกไปเพียงเพราะไม่ยอมสยบต่อระบบที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ภายใต้แนวคิด “สุจริต 100%” จึงเป็นคำตอบเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยพ้นจากหล่มความขัดแย้ง
...
“ประเทศไทยเราไม่เคยขาดคนเก่ง ไม่เคยขาดทรัพยากร แต่เราขาด “ความตั้งใจทางการเมือง” ที่จะทำเพื่ออนาคตจริงๆ การเมืองสุจริตไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นรากฐานที่จะทำให้เราไม่ต้องส่งต่อภาระหนี้สินหรือปัญหาให้ลูกหลาน” ดร.การดี กล่าวพร้อมกับทิ้งท้ายด้วยความซาบซึ้งถึงผู้สูงวัยที่เป็นรากฐานของภาษีและการพัฒนาเมืองในอดีต พร้อมประกาศภารกิจที่จะนำเทคโนโลยี AI และดิจิทัล มาสร้างอาชีพใหม่ๆ เพื่อให้คนทุกเจเนอเรชันเดินหน้าไปด้วยกันได้
ด้านนายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นเวทีปราศรัย ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ที่เราอยู่มาถึงทุกวันนี้ เราไม่เคยคิดแก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเรารู้ว่าเราเป็นสถาบันที่ต้องอยู่คู่กับประเทศไทย ดังนั้นทำอะไรไปในที่สุดก็ต้องรับผิดชอบไปสู่อนาคต และไม่ได้ตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ เพื่อให้เป็นแล้วก็จบกันไป แต่พรรคนี้ต้องการมาทำงานให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนและทำงานให้กับลูกหลานและทำงานให้กับอนาคตของประเทศไทย
พร้อมกับได้ปราศรัยถึง ช่วงที่ตนจำเป็นต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะทำในชีวิตนี้ แต่พอออกไปประมาณ 2 ปี ก็แปลกใจ เวลาเดินไปไหนคนก็ยังคิดว่าผมเป็นประชาธิปัตย์ ทุกคนเดินเข้ามาแล้วก็ถามอย่างเดียวว่าทำไมบ้านเมืองเราการเมืองเราเป็นอย่างนี้ มีแต่เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องนักการเมืองที่สนใจแต่ประโยชน์ตัวเอง เดี๋ยวหักหลังกัน เดี๋ยวย้ายค่าย เดี๋ยวเป็นงูเห่า เดี๋ยวแจกกล้วย แต่ชีวิตประชาชนคนไทยประเทศไทยไม่เดินไปไหน แล้วหันมาตำหนิว่า ทำไมตนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ จนกระทั่งอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดสินใจลาออก ท่านชวน หลีกภัย ได้หันมาหาผมทันทีบอกคุณพร้อมหรือยัง ทำให้ต้องรับการบ้าน และใช้เวลาอยู่ประมาณ 2-3 อาทิตย์ เพื่อจัดทีมใหม่เข้ามา
ทั้งนี้ไฮไลท์สำคัญของเวทีปราศรัยที่จังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่เข้าร่วมรับฟังการปราศรัยสอบถามโดยตรงกับนายอภิสิทธิ์ ตั้งแต่ปัญหาผู้สูงอายุ ปัญหาด้านการศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงปัญหาปากท้อง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้ตอบคำถามดังกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์คิดทุกเรื่อง รวมถึงคำถามทั้งหมดที่ถามขึ้นมา แต่ถ้าบ้านเมืองไม่สุจริตก็ไม่ต้องคิดเลย เราไปไหนไม่ได้จริงๆ นโยบายทุกอย่างบิดเบี้ยว ทุกโครงการมีการทำมาหากินของนักการเมือง และที่สำคัญเศรษฐกิจถูกครอบงำด้วย “ทุนเทาต่างชาติ” ประเทศถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ คอยหลอกลวงเงินของคนทั้งโลก แล้วมาฟอกในระบบการเงินของเรา
นายอภิสิทธิ์ยังชี้อีกว่า สิ่งแรกที่ต้องทำให้ได้ คือการสร้างบ้านเมืองที่สุจริต การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ได้เตรียมเรื่องนี้ไว้อย่างเต็มที่ เราจะทำให้รัฐบาลโปร่งใสจริงๆ ข้อมูลทั้งหลายต้องเปิดเผยให้พี่น้องประชาชนเห็น สื่อมวลชนตรวจสอบได้
“ถ้าเลือกประชาธิปัตย์เข้าไปเยอะๆ ถึงจุดหนึ่งเขาอาจจะต้องมาให้เราไปร่วมรัฐบาล สิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะทำก็คือจะต้องบีบให้ใครก็ตามเป็นรัฐบาลนั้นต้องยึดมั่นในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ไม่งั้นตั้งต้นไม่ได้ เราจะทำสิ่งนี้ ผมถึงเป็นคนที่ประกาศชัดว่า นี่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ สีเทาน่ะมี แต่จะให้เหลือแค่เสื้อ กับอีกอันคือเทาที่อยู่บนศีรษะผมเท่านั้น เพราะกลัวคนไม่รู้ว่าเป็นผู้สูงอายุแล้ว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ก่อนจะปิดท้ายว่า วันนี้หลายคนบอกว่า โอ้ย เขาแข่งกันอยู่ ประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคใหญ่เหมือนเดิม แต่ตนบอกว่าเรามีโอกาสเป็นพรรคที่ใหญ่พอ ที่จะกำหนดชี้ทางว่าประเทศและรัฐบาลจะเป็นอย่างไร และถ้าเรากลัวว่าด้านหนึ่งจะมีรัฐบาลที่ไม่กล้าจัดการทุจริตคอร์รัปชันหรือทุนเทา อีกด้านหนึ่งเรากลัวว่าจะเป็นรัฐบาลที่ไปสร้างความแตกแยกเล่นกับเรื่องที่มันละเอียดอ่อน ก็บอกได้เลยว่าถ้าประชาธิปัตย์มีเสียงพอเป็นตัวแปรเราคือทางเลือกที่ท่านจะปลอดภัย เพราะเราจะทำให้ 2 เรื่องนี้มันไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นอุบลฯ เขต 1 เลือกเบอร์ 7 บัตรสีชมพู เบอร์ 27