“ดร.เอ้” ลั่น เครนถล่มรายวัน อับอายขายหน้า ชงสังเกต เครนลักษณะเดียวกัน ที่ สีคิ้ว โคราช หวั่นย้อมแมวขายหรือไม่ ย้ำประชาชนมีสิทธิฟ้องร้อง ยันต้องมีเจ้าภาพ รับผิดชอบ
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 ม.ค. 2569 ที่จ.นครราชสีมา นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และอดีตนายกสภาวิศวกรและอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงกรณีเหตุเครนถล่มบริเวณถนนพระราม 2 บริเวณหน้าโรงแรมปารีส เบื้องต้นมีรถยนต์ถูกทับ คาดมีผู้ได้รับบาดเจ็บ-เสียชีวิต ขณะที่ลงพื้นที่ไปดูหน้างานเหตุฐานรองเครนหล่นทับขบวนรถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา โดยทันทีที่นายสุชัชวีร์ทราบข่าว ได้สอบถามสื่อมวลชนความตกใจว่า “เหตุเกิดวันนี้หรือ เห้ย นี่ประเทศไทยหรือ” พร้อมอธิบายว่า เป็นเครนลักษณะเดียวกันกับที่ถล่ม อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา พร้อมกับตั้งคำถามว่า เครนแบบนี้ เหมือนกับการย้อมแมวขายหรือไม่ เพราะในต่างประเทศจะใช้เหล็กตัน ดังนั้นโอกาสที่เครนจะเคลื่อนตัวจึงเกิดยากและเหล็กตันมีราคาค่อนข้างสูงจึงมาใช้เป็นเหล็กถักซึ่งอ่อนกว่า ดังนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ด้วย ตนในฐานะวิศวกรและประชาชนคนหนึ่งได้เรียกร้องมาตั้งแต่ก่อนทำงานการเมืองว่าประเทศไทยแปลกที่สุด เราเกาหลังกันเอง ลูบหน้าปะจมูก ไม่เคยมีเจ้าภาพมาดูแลความปลอดภัยสาธารณะอย่างจริงจัง เจ้าภาพควรจะออกมาพูดเพราะเป็นคนที่มีข้อมูลละเอียดที่สุด ยกตัวอย่าง กรณีเครนถล่มทับรถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ตอนนี้หลักฐานหายไปแล้ว
สงสัย เครนไม่ได้คุณภาพ
นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่เครนจะอยู่ในช่วงหมดอายุการใช้งานหรือเสื่อมคุณภาพ บางทีไม่ต้องหมดอายุการใช้งาน แต่คุณภาพไม่ได้ตั้งแต่ต้น ดังนั้นต้องดูว่า ของมีคุณภาพหรือไม่ หากของไร้คุณภาพและใช้ในประเทศไทยจำนวนมาก ถือเป็นจุดอันตรายที่สุด แต่คำถามของพวกเราไม่เคยมีคำตอบ ตั้งแต่กรณีสะพานลาดกระบัง ถนนพระราม 2, หรือตึก สตง. ถล่ม ก็ยังไม่รู้จะเอาผิดได้หรือไม่ วันนี้ไม่ใช่ประเด็นด้านวิศวกรรม เพราะงานเช่นนี้ควรจะปลอดภัย 100% ไม่ใช่เรื่องยากเพราะเราก่อสร้างมาเป็น 100 กิโลเมตร ต่างประเทศเขาทำมาเป็น 10,000 กิโลเมตร คำถามที่ควรจะถามคือประชาชนจะได้คำตอบกี่โมง และใครจะเป็นผู้ให้คำตอบ ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้ให้คำตอบคือคณะกรรมการกลางด้านความปลอดภัยสาธารณะ ภายใต้กฎหมายความปลอดภัยเพื่อสาธารณะ ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ
...
ส่วนผู้ที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการ จะต้องมีการลงนามรับรองว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้รับเหมาเพื่อเข้ามาหาสาเหตุหาหลักฐานที่รัดกุมเพื่อส่งฟ้องได้ ในฐานะประชาชนเราต้องฟ้องร้องได้ ไม่เช่นนั้นสุดท้ายจะลอยนวล แต่กรณีเครนทับรถไฟที่ อ.สีคิ้ว หลักฐานไม่มี ซึ่งถือเป็นความชอกช้ำ เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ตายแล้วตายอีก ครั้งนี้หนักมากเป็นความอับอายของประเทศไม่ควรที่จะเกิดขึ้น
ใช้กล่องส่องทางไกลตรวจเครน
ก่อนหน้านี้ ดร.เอ้ ในฐานะอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมผู้สมัคร สส.พรรคไทยก้าวใหม่ จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 21 กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ที่บ้านถนนคด ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย โดยได้ใช้กล้องส่องทางไกลตรวจดูเครนก่อสร้าง พร้อมวาดภาพจำลองวิธีการทำงานของระบบเครนในการก่อสร้างเพื่อจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สันนิษฐานว่าระหว่างที่คนขับดันเครนไปข้างหน้า เกิดการเสียสมดุลลักษณะคล้ายหน้าคว่ำลง ซึ่งอาจเกิดจากการบังคับเครนยื่นยาวเกินไป ไม่อยู่ในระดับ ซึ่งเมื่อยื่นเครนออกไปในระยะที่ยาวจะทำให้เครนสั่นและทำให้ตัวรอกยกยึดเครนไหล เมื่อเกิดการไหลลงก็เกิดเหตุการณ์เหมือนมีดอีโต้ไหลลงมาและสับลงตรงกลางขบวนรถไฟ จากความสูงที่ประเมินราว 20 เมตร ส่วนน้ำหนักเครนอยู่ที่ประมาณ 20 ตัน เมื่อเกิดแรงกระแทกจะต้องคูณไปอีก 100 เท่าเป็นอย่างต่ำ ลักษณะคล้ายมีดอีโต้สับลงกลางรถไฟ พลังงานที่เกิดขึ้นกับการรับแรงกระแทกอาจเกิดได้ถึง 100 เท่าหรือ 1,000-2,000 ตัน
ย้ำไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย
นายสุชัชวีร์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัย เพราะไม่มีลมแรงเกิดขึ้น ดังนั้นกรณีนี้เกิดขึ้นจากองค์ประกอบ 2 อย่าง 1.คน 2.อุปกรณ์ที่เก่าเสื่อมสภาพหรือไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งตัวเครนที่ไม่ได้มาตรฐานอาจจะเสียสมดุลได้ง่าย หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ อุปกรณ์จะเป็นเหล็กตัน แต่ถ้าหากเป็นเหล็กแบบกลวง เครนอาจจะเอียงได้ เพราะเครนประเภทนี้พังมาแล้วหลายครั้ง จากการที่ตนดูผ่านกล้องส่องทางไกล ยิ่งเห็นว่ามีข้อต่อเยอะและเป็นโพรง ทำให้เกิดการสั่นหรือเสียสมดุลได้ง่าย น่าจะเกิดจากความประมาทของคนขับเครน แต่แม้ว่าจะประมาทอย่างไรก็ตาม แต่ปัญหาหลักอาจเกิดจากเครนที่ใช้งานมานานหลายกิโลเมตรแล้วไม่มีการซ่อมบำรุง จึงอยากแนะนำเจ้าภาพให้ไปสืบหาความจริงด้านนี้
ห่วงเครนแบบนี้มีชุกหลายพื้นที่
“แรงสั่นสะเทือนของรถไฟที่ขับผ่านในช่วงเวลาก่อสร้างส่งผลกระทบน้อยมากกับการที่เครนจะหล่นลงมา หรือแทบไม่มีผลเลย ซึ่งตนเองมองว่าการเสียสมดุลของเครนน่าจะเกิดก่อนที่รถไฟจะวิ่งผ่าน และเมื่อรถไฟวิ่งผ่านมาพอดีจึงทำให้เกิดเหตุขึ้น กรณีนี้เป็นความน่าอับอาย โดยหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบนั้นน่าจะต้องเป็นเจ้าของงานโดยตรง ผู้รับเหมารายย่อย เจ้าของเครน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ใครจะเป็นคนหาคนมารับผิดชอบเรื่องนี้ ผมอยู่ในแวดวงวิศวกรได้เห็นความตายจากภัยพิบัติมามาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนผิดมักจะลอยนวลเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ และเมื่อเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อศาลต้องดูหลักฐานประกอบเมื่อหลักฐานไม่เพียงพอก็โยนไปว่า เป็นอุบัติเหตุ โดยไม่มีใครคาดการณ์มาก่อน ส่วนความเสียหายก็ไปฟ้องร้องกับบริษัทประกัน ทำให้ผู้สูญเสียและผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ในต่างประเทศมีองค์กรที่เรียกว่า “องค์กรเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ” ที่เป็นองค์กรอิสระ เพื่อเข้ามาตรวจสอบสาเหตุและจะไม่มีการยอมให้หรือถอนใด ๆ ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้ามาตรวจสอบเพื่อดูหลักฐานทั้งหมดก่อน ซึ่งในประเทศไทยไม่มีองค์กรแบบนี้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มีการปล่อยให้กลุ่มผู้รับเหมาทั้งที่เกิดขึ้นตึก สตง.ถล่ม ยังเข้ามารับโครงการใหญ่มูลค่ามหาศาลจนเกิดความเสี่ยง ตอนนี้จะอ้างเรื่องสัญญาไม่ได้ เพราะเคยเกิดเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตมาแล้ว ดังนั้นกรณีนี้จึงไม่ควรเกิดขึ้นอีก ซึ่งตนเองห่วงเครนประเภทนี้มาก เพราะเกิดเหตุในลักษณะคล้ายกับในพื้นที่ย่านลาดกระบังในช่วงปี 2566” นายสุชัชวีร์ กล่าว
ตั้งคำถามไร้เจ้าภาพรับผิดชอบ
นายสุชัชวีร์ กล่าวอีกว่า มีหลักความปลอดภัยสากลว่า เวลามีการปรับเรื่องโครงสร้างใหญ่ที่อันตรายเหนือหัวต้องไม่มีกิจกรรมข้างล่าง ไม่ใช่แค่รถไฟผ่าน แม้กระทั่งรถขนของ หรือคนเดินก็ผ่านไม่ได้ พร้อมตั้งคำถาม 5 ข้อ ที่รัฐจะต้องให้คำตอบ คือ
1.มีกิจกรรมก่อสร้างได้อย่างไรในขณะรถไฟวิ่งผ่าน
2.ผู้รับเหมาเป็นเครือเดียวกับที่รับการก่อสร้างที่ตึก สตง.พิสูจน์แล้วว่าทำให้เกิดความเสียหาย แล้วเข้ามาดำเนินการในโครงการนี้ได้อย่างไร
3.สาเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากการเร่งรัดการทำงานก่อสร้างใช่หรือไม่
4.ไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบ ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลให้การรถไฟแห่งประเทศไทยไปสืบหาข้อเท็จจริง เพราะไม่มีที่ใดในโลกให้เจ้าของงานไปสืบหาสาเหตุ
5.จำเป็นต้องมีเจ้าภาพกลางในการตรวจสอบเรื่องนี้ โดยเฉพาะควรจะมีกฎหมายความปลอดภัยสาธารณะ