“อนุทิน” ยกเลิกหาเสียงพังงา สั่ง “พิพัฒน์” บัญชาการเหตุการณ์เครนถล่มรถไฟด่วน เสียใจดับ 22 ราย เดือดไล่รักษาการผู้ว่าการ รฟท. พิจารณาตนเอง ลั่น เรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ หลังพบผิดซ้ำซาก
วันที่ 14 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทันทีที่ได้รับรายงานเรื่องเครนหล่นทับรถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ยกเลิกภารกิจหาเสียงในฐานะหัวหหน้าพรรคภูทมิใจไทย พื้นที่ จ.พังงา ในช่วงบ่ายทันที และเดินทางไปที่ จ.ภูเก็ต เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพมหานคร โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางกลับพร้อมกัน เมื่อถึงกรุงเทพมหานคร นายพิพัฒน์ ได้เดินทางต่อไปยังจุดเกิดเหตุ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ทันที
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ นายพิพัฒน์ ไปบัญชาการเหตุการณ์หน้างาน เบื้องต้นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือเรื่องของการเยียวยาผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน พร้อมกันนี้ ได้แนะนำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งความดำเนินคดีบริษัทผู้รับจ้าง
ต่อมาเวลา 13.00 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับรถไฟ จนทำให้มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ว่า ได้รับรายงานแล้ว และตนสั่งการให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาราชการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ลงพื้นที่ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนต้องขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิต
ส่วนสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุตอนนี้ยังไม่ได้รับรายงาน ขอให้รอการสืบสวนสอบสวนว่าทำไมจังหวะเวลาถึงพอดีกันขนาดนี้ เรื่องนี้ตนต้องไล่ถามอยู่แล้วเพราะเป็นอาชีพเก่า พร้อมย้ำว่าอย่านำเรื่องดังกล่าวมาเป็นประเด็นทางการเมือง ขอให้ใช้เวลาไปกับการเยียวยาผู้บาดเจ็บ และไม่ให้เกิดความสูญเสียมากกว่านี้
...
“ดูแล้วโครงการนี้มันก็หลายครั้ง เมื่อปีที่แล้วก็มีเรื่องเหตุการณ์อุโมงค์ก่อสร้างถล่ม รอบนี้ก็มีเครนล้มอีก จึงต้องดูว่าทำไมถึงมีการก่อสร้างที่ผิดรูปแบบ อุบัติเหตุเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการละเลยหรือข้ามขั้นตอน ทำอะไรที่มันไม่ตรงตามการออกแบบ”
สำหรับการก่อสร้างจะดำเนินการต่อไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปกติถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ผู้รับเหมาก่อสร้างจะต้องยุติการก่อสร้าง และทำรายงาน แผนการชดใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรื่องความเสียหายมันมีการใช้ค่าปรับอยู่แล้ว แต่เมื่อต้องหยุดงาน ผู้รับเหมาก็จะเสียค่าปรับในส่วนนี้ ส่วนภาครัฐมีความเสียหายเรื่องระยะเวลา แต่ไม่มีงบประมาณต้องเสียเพิ่มเติม
ผู้สื่อข่าวถามว่าผู้รับเหมาได้ชี้แจงกลับมาเพิ่มเติมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้คงต้องเร่งหาสาเหตุ รวมถึง รฟท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ต้องสืบสวนสอบสวน หากจะว่าผิดก็ต้องผิดทั้งหมด พร้อมย้ำว่าเมื่อเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นจะต้องมีคนถูกลงโทษและรับผิดชอบที่ควบคุมโครงการไม่ดี
ทางด้านคำถามว่าจะต้องมีการพิจารณาบทลงโทษผู้ประกอบการเพิ่มหรือไม่ นายกรัฐมนตรี เผยว่า เมื่อถึงจุดนี้ต้องถึงกับการเป็นกฎหมาย ทั้งกระทรวงคมนาคมหรือกรมบัญชีกลางที่จะเป็นหน่วยงานขึ้นบัญชีดำ ตนก็ถามในกรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่ายกเลิกสัญญาแล้วหรือไม่ แต่ปรากฏว่าติดที่กฎหมายไปหมด และตนก็มีเวลาบริหารงานเพียง 2 เดือน โดยจะนำเรื่องนี้กลับมาคุยกันหลังเลือกตั้ง และตีแผ่กันอย่างชัดเจน ซึ่งทราบว่าผู้ประกอบการเป็นรายเดิม และยังให้ดำเนินงานก่อสร้าง กรมบัญชีกลางต้องตอบให้ได้ว่าทำไมยังไม่ขึ้นบัญชีดำ
อีกทั้ง ก่อนหน้านี้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็มีนโยบายทำสมุดพกความประพฤติของผู้ประกอบการ ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดีและเห็นด้วยอย่างมาก แต่วันนี้ทำไมยังใช้ไม่ได้ และวันนี้หน่วยงานเองก็กังวลว่าหากทำไปก็กลัวจะถูกฟ้องกลับ จึงมองว่าควรจะเปลี่ยนกฎหมายการขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมา แต่หากคนเสนอไปก็จะถูกฝ่ายการเมืองกล่าวหาว่าจะใช้อาชีพในอดีตมากลั่นแกล้ง ตนจึงต้องเว้นระยะ ซึ่งหากไม่ดำเนินการและเกิดเหตุซ้ำแบบนี้ก็คงไม่ต้องมีการเว้นระยะ และใช้หลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”
นายกรัฐมนตรี ยืนยันด้วยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องของหลักวิศวกรรม มันจะไม่เกิดขึ้นโดยตามธรรมชาติ การที่เครนล้มลงมาก็ต้องตรวจสอบว่ามีอุปกรณ์ส่วนใดสึกหรอหรือลูกปืนรางมีปัญหาหรือไม่ เรื่องพวกนี้สามารถพิสูจน์ได้ และหากเป็นเช่นนั้นก็ถือว่าจบเห่ ดังนั้น การจะไปจ้างผู้รับเหมาแบบนี้ก่อสร้าง ภาครัฐต้องคิดแล้วคิดอีก ภาคเอกชนก็ต้องคิดเหมือนกัน พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ รฟท. จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบด้วย ส่วนการลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ตนได้มอบหมายให้นายพิพัฒน์เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งต่างจากเมื่อครั้งอุโมงค์ก่อสร้างถล่ม ตอนนั้นตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสุริยะ ซึ่งอยู่คนละพรรคต่างคนต่างไป แต่ก็มองว่าดี ซึ่งนายพิพัฒน์ เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโทรศัพท์รายงานตนตลอด
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าหากตรวจสอบพบว่ามีในโครงการอื่นนั้น จะชะลอโครงการหรือยุติไปเลยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า เป็นเรื่องของผู้ควบคุมงาน ทั้งรับจ้าง และผู้ว่าจ้าง เรื่องนี้จะยกให้เป็นความผิดของผู้รับเหมาเพียงอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เพราะมีการอนุมัติโครงการ มีการตรวจการจ้าง พร้อมย้ำว่าไม่ต้องกังวล สถานการณ์จะบีบบังคับให้มีการตรวจสอบเอง ซึ่งต่อจากนี้ตนก็ไม่รู้ว่าผู้ว่าการ รฟท. จะอยู่ได้หรือไม่ ก็ให้นายพิพัฒน์เป็นผู้ดำเนินการ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มีผู้เสียชีวิต 22 ราย เนื่องจากคราวที่แล้วจำกัดความรับผิดชอบอยู่ในกรอบของผู้ว่าจ้าง แต่ครั้งนี้กระทบถึงพี่น้องประชาชน ตนจึงต้องถามกลับและให้กลับไปพิจารณาตนเอง เพราะตอนนี้ตนยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่
ส่วนการที่ฝ่ายการเมืองเตรียมนำเรื่องดังกล่าวออกมาโจมตีนั้น นายกรัฐมนตรี ตอบว่า “ผมห้ามเขาไม่ได้ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง เป็นเรื่องเทคนิค แทนที่จะมาคุยเรื่องความเสียหาย กลับกลายเป็นเรื่องการเมือง อย่าไปฉวยโอกาส จังหวัดนครราชสีมามีผู้แทนราษฎรพรรคใดเยอะที่สุด และจะมาโยนพรรคอื่นได้อย่างไร ไม่ได้หรอก อย่าไปเล่นการเมือง”