กกต. รับ กระแสการทำประชามติเงียบเหงา เร่งเปิดเวทีดีเบตประชามติจังหวัดละ 1 แห่ง ชี้ปรากฏการณ์โหวตโน อบต. เป็นเรื่องดี สะท้อนคนเข้าใจการเลือกตั้ง ยันไม่กระทบเลือกตั้ง สส.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 มกราคม 2569 นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถึงกระแสการรณรงค์การลงคะแนนประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ค่อนข้างเงียบ ว่า ขณะนี้สำนักงาน กกต. ได้จัดส่งเนื้อหาการทำประชามติไปยังผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศและนอกราชอาณาจักรแล้ว ยอมรับว่าการตื่นตัวของประชาชนในการทำประชามติไม่คึกคักเท่าที่ควร กกต.แต่ละจังหวัด อาจต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเครือข่ายภาคประชาชนช่วยรณรงค์การทำประชามติตามบ้านผู้มีสิทธิออกเสียงให้มากขึ้น พร้อมทั้งให้ กกต.แต่ละจังหวัด เร่งจัดทำรายละเอียดผู้ขอจัดเวทีแสดงความคิดเห็นและเปิดเวทีดีเบตประชามติอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง โดยผู้ที่จะขึ้นเวทีดีเบตรณรงค์สนับสนุนให้ประชาชนออกมาลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนั้น จะต้องมีการลงทะเบียนกับ กกต.จังหวัดก่อน โดยมีกรมประชาสัมพันธ์ และ อสมท เป็นแม่ข่ายรณรงค์ประชาสัมพันธ์ทางสื่อวิทยุและโทรทัศน์
ส่วนเนื้อหาการทำประชามติครั้งนี้ เป็นการถามประชาชนว่า “เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560” เท่านั้น ถ้าเสียงประชามติส่วนใหญ่เห็นชอบจึงจะมีกระบวนการทำประชามติในขั้นตอนต่อไป แต่ถ้าเสียงประชามติส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบ กระบวนการทำประชามติก็จบลงทันที ทั้งนี้ พรรคการเมือง ภาคประชาชนต่างๆ รวมถึงสื่อมวลชนแต่ละแขนง สามารถทำกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้ชักชวนให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงออกมาใช้สิทธิได้ แต่ต้องไม่สัญญาว่าจะให้ ขัดขวาง หรือเผยแพร่ข้อมูลการทำประชามติอันเป็นเท็จ ซึ่งการกระทำผิดพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ
...
ปรากฏการณ์โหวตโน อบต. เป็นเรื่องดี ยันไม่กระทบเลือก สส.
ขณะที่กรณีการเลือกตั้งนายกองค์การบริการส่วนตำบลท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ซึ่งไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนมากกว่าผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือ “โหวตโน” และพบว่ามีการโหวตโนชนะในพื้นที่อื่นๆ ด้วยนั้น นายวีระ เผยว่า เป็นหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ดังนั้นประชาชนจะมอบหมายให้ใครใช้อำนาจแทนตน ก็ต้องดูว่าเป็นคนที่เหมาะสมหรือไม่ หากประชาชนเห็นว่าคนไหนไม่เหมาะสมหรือไม่ควรจะเลือก ก็เป็นอำนาจของประชาชนที่จะตัดสินหรือมอบอำนาจให้ใคร ไม่ได้ถือเป็นเรื่องแปลกหรือว่ามีปัญหาอะไรในระบอบประชาธิปไตย ตนมองเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำที่ประชาชนมีความชัดเจนว่าจะเลือกคนแบบไหน ซึ่งพันธกิจของ กกต. ก็สื่อสารกับประชาชนอยู่เสมอว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง เมื่อประชาชนเห็นว่าไม่มีคนเหมาะสม ก็ไม่เลือก เป็นเรื่องปกติที่ประชาชนสามารถทำได้
ในคำถามว่าการโหวตโนจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติหรือไม่ นายวีระ กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าจะมีการโหวตโนเกิดขึ้นมาก การที่ประชาชนไม่เลือกผู้ใด น่าจะมีปัจจัยหลายอย่างที่กระทบกับความรู้สึก ซึ่งในการเลือกตั้ง สส. โอกาสที่จะไม่เลือกใครหรือโหวตชนะน่าจะเกิดขึ้นได้น้อย เพราะผู้สมัครเองก็ต้องพยายามนำเสนอนโยบายของตน ต้องออกไปหาเสียงสร้างคะแนนนิยม ตนว่าผู้สมัครทุกคนรู้อยู่แล้วว่าตนเองมีบทบาทอย่างไร ต้องหาเสียงอย่างไรให้คนเลือก
สำหรับในหลายพื้นที่ที่มีความท้าทายหรือการแข่งขันดุเดือด กกต. มีการเฝ้าระวัง โดยให้เครือข่ายที่มีอยู่เก็บรวบรวมข้อมูล แสวงหาหลักฐานข้อเท็จจริงได้ แต่หากมีการร้องเรียนหรือร้องค้านขึ้นมา ก็สามารถนำมาใช้ประกอบในการพิจารณาทำสำนวนไต่สวนได้ ทางด้านกรณีที่มีบางพรรคการเมืองเตรียมไปร้องว่ามีความพยายามในการจัดกลุ่มคนเข้ามาก่อกวนขณะลงพื้นที่หาเสียง การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นโทษทางอาญา แต่ต้องไปดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งทางผู้สมัคร สส. สามารถเป็นเจ้าทุกข์ได้ กรณีที่มีการทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายระบุให้ผู้สมัครเป็นผู้เสียหายได้ในการไปร้องทุกข์กล่าวโทษ
“ในส่วนที่มีประชาชนไปโห่ไล่ผู้สมัครหาเสียง ก็เป็นสิทธิของประชาชน แต่ถ้ามีหลักฐานว่าเป็นการจัดตั้งกลุ่มคนโดยพรรคการเมือง ทางพรรคที่ผู้สมัครสังกัดอยู่ ก็ต้องไปแจ้งความดำเนินคดี หากเข้าข่ายโทษทางอาญาส่วนไหนหรือผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างไรก็ดำเนินการไปตามนั้น ต้องดูข้อเท็จจริงว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ หากมีผู้มาร้องก็ต้องเข้าสู่กระบวนการต่อไป และนำไปสู่การวินิจฉัยของ กกต. โดยจะมีเครือข่ายของ กกต. เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานในการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมายให้ประชาชนหรือผู้สมัครเลือกตั้ง สามารถแจ้งเบาะแสได้อยู่แล้ว หากพบเห็นว่ามีการกระทำใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถแจ้งเบาะแสผ่านทางแอป ตาสับปะรด หรือแจ้งที่สำนักงาน กกต. จังหวัดก็ได้”
นอกจากนี้ นายวีระ ยังกล่าวถึงการที่มีเขตเลือกตั้ง อบต.แห่งหนึ่งใน จ.ปราจีนบุรี แจ้งความดำเนินคดีกรณีมีพระภิกษุเข้าไปลงคะแนน ว่า ตามกฎหมายก็ห้ามบุคคลที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิอยู่แล้ว ถือเป็นโทษทางอาญาก็ต้องไปดำเนินคดี ส่วนคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจะมีความผิดพลาดหรือไม่อย่างไร ก็จะมีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร สาเหตุคืออะไร แต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่ามีความผิดหรือไม่
แจงขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สส. หลังโซเชียลขุดคดีลักทรัพย์ปี 42
พร้อมกันนี้ รองเลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงกรณีสื่อออนไลน์เผยแพร่คำพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2542 ความอาญา ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นโจทก์ กับนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ เป็นจำเลย ข้อหาลักทรัพย์ โดยเป็นคดีลักทรัพย์ต้นหมากแดง 1 ต้น ต้นจันผา 1 ต้น ต้นสน 1 ต้น ต้นมะลิ 1 ต้น รวมราคาทรัพย์สินทั้งสิ้น 2,000 บาท เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2542 ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรก กรณีที่ยังไม่มีการประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ หากผู้สมัครได้มาสมัครแล้วแต่รายชื่อยังไม่ประกาศ เป็นหน้าที่ของผู้สมัครรายนั้นจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้พิจารณาภายใน 7 วัน ส่วนที่ 2 กรณีที่มีการประกาศรายชื่อไปแล้ว ถ้ามีผู้ใดเห็นว่าผู้สมัครรายนั้นขาดคุณสมบัติในการรับสมัครรับเลือกตั้ง ให้ยื่นคำร้องต่อสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด หลังจากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยสิทธิสมัคร เพื่อพิจารณาเรื่องให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน และจัดทำคำวินิจฉัยภายใน 2 วันถัดมา จากนั้นจึงส่งเรื่องให้ กกต. พิจารณาว่าควรถอนชื่อบุคคลดังกล่าวออกจากการเป็นผู้สมัครหรือไม่
นายวีระ กล่าวต่อไปว่า หาก กกต. วินิจฉัยว่าผู้สมัครขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ก็ต้องลบชื่อบุคคลนั้นออกจากการเป็นผู้สมัครทันที อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครที่ถูกถอนชื่อสามารถอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. ต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วัน เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่าการใช้อำนาจของ กกต. ถูกต้องหรือไม่ โดยคำวินิจฉัยของศาลฎีกาถือเป็นที่สุด สำหรับกรณีที่ศาลฎีกายังพิจารณาไม่เสร็จสิ้นก่อนวันลงคะแนนเสียง ก็ต้องยึดตามคำวินิจฉัยของ กกต. เป็นหลัก แต่หาก กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้สมัครยังมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีการถอนชื่อ ก็ถือว่าผู้สมัครรายนั้นยังคงมีสถานะเป็นผู้สมัครต่อไป ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ต้องดูว่ามีคนมาร้องเรียนเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ถือว่าเป็นความปรากฏของ กกต. เป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตซึ่งเป็นคนรับสมัคร จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานข้อเท็จจริง และส่งให้ กกต. พิจารณาเพื่อส่งเรื่องต่อศาลฎีกาต่อไป.