“ยศชนัน” แสดงวิสัยทัศน์พรรคเพื่อไทย ชูธงนำไทยสู่ประเทศรายได้สูง ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ-สังคมด้วยเทคโนโลยี บอก หากต้องจับมือไม่ขอเลือกกระทรวง ขอเก้าอี้เดียว “ตำแหน่งสูงสุด”
วันที่ 12 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ในรายการพิเศษ “ทิศทางโลก ทิศทางไทย Thailand Vision 2035” จัดโดยครอบครัวข่าว 3 ซึ่งเปิดเวทีประชันวิสัยทัศน์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก 3 พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร่วมเวทีดังกล่าว
นายยศชนัน นำเสนอทิศทางประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือปี 2035 โดยประกาศเป้าหมายหลักในการเปลี่ยนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น “ประเทศที่มีเศรษฐกิจรายได้สูง” พร้อมชี้ให้เห็นว่าบริบทของวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความซับซ้อนกว่าในอดีตมาก ต่างจากยุคต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะจุด แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics), การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Technology Disruption) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความสมัครสมานสามัคคีและการผนึกกำลัง (Synergy) จากทุกภาคส่วนเพื่อฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้
...
ตั้งเป้าหมายประเทศไทย สู่ประเทศรายได้สูง
พร้อมเปรียบประเทศไทยว่ากำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญที่ต้องเลือกระหว่างทิศทางที่มืดมิดหรือทิศทางที่สว่างไสว ถือเป็นโอกาสในการตัดสินใจก้าวไปข้างหน้า โดยย้ำว่าเป้าหมายรายได้สูงนั้น ตัวชี้วัดจีดีพีต่อประชากร หรือ GDP per capita จะต้องสัมพันธ์กับดัชนีความสุขของคนในประเทศด้วย สำหรับยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วน ซึ่งพรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้สินเปรียบเสมือนการช่วยคนจมน้ำให้ขึ้นมาหายใจได้ก่อน เพื่อให้ประชาชนสามารถฟื้นตัวและกลับมาจับจ่ายใช้สอยได้ จะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากเกิดการหมุนเวียน พ่อค้าแม่ค้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ควบคู่ไปกับการดูแลเสถียรภาพทางการเงินการคลัง
ด้านการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจหลัก เสนอการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ใน 3 แกนหลัก ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ที่ต้องนำเทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-Technology) และเครื่องจักรกลการเกษตรที่ผลิตเองมาใช้เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่แรงงานลดลง ภาคอุตสาหกรรม ที่ภาครัฐต้องสนับสนุนให้เกิดความต้องการสินค้าที่ผลิตในไทย (Made in Thailand) และภาคบริการและการท่องเที่ยว ที่ต้องเปลี่ยนจากการขายเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่ “Cluster Tourism” เชื่อมโยงเมืองรอง สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านพิพิธภัณฑ์และเรื่องราวท้องถิ่น (Local Content) ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยประสบการณ์ใหม่
ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม (Connectivity) พรรคเพื่อไทยมีแผนการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมสร้างสนามบินอันดามันเพื่อเชื่อมภูเก็ต และสนามบินล้านนาที่เชียงใหม่ ส่วนในกรุงเทพมหานครจะเน้นการจัดระบบ Feeder ให้ชัดเจน ผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายผ่านการเจรจารวมสัมปทานและบริหารจัดการใหม่ เชื่อมต่อด้วยระบบ Feeder ค่าโดยสาร 10 บาท โดยใช้รถเมล์ EV หรือรถสองแถวที่ได้มาตรฐาน รวมถึงมุ่งเชื่อมโยงระบบรางทั่วประเทศทั้งเหนือจรดใต้และตะวันออกสู่ตะวันตก สานต่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน-ลาว-ไทย-มาเลเซีย พร้อมทั้งใช้ยุทธศาสตร์ Soft Power สนับสนุนสินเชื่อให้คนไทยในต่างแดนเปิดร้านอาหารหรือซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเป็นประตูการค้าขายสินค้าไทยสู่ตลาดโลก
สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
แคนดิเดตพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อไปว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์คือการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) โดยมุ่งเน้นด้าน Health & Wellness และการเป็น Medical Hub ระดับโลก ยกระดับสมุนไพรและอาหารให้เป็นยา เปลี่ยนจากความมั่นคงทางอาหารสู่ “ความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ” (Food and Nutrition Security) พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงด้านจีโนมิกส์ (Genomics) และชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) เพื่อรองรับการแพทย์แม่นยำ รวมถึงส่งเสริมการผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะชุดตรวจโรคเขตร้อนที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ
และเพื่อสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมจริง นายยศชนัน เน้นย้ำการสร้าง Innovation Ecosystem หรือระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิดนวัตกรรม แก้ปัญหาภาวะสมองไหลด้วยการจัดตั้งกองทุน Angel Fund และดึงดูด Venture Capital (VC) เข้ามาลงทุน พร้อมสร้างโรงงานต้นแบบมาตรฐาน (GMP Facility) และศูนย์ทดสอบระดับ Pre-clinical ในรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการทดสอบมาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังมุ่งเชื่อมโยงไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ในอุตสาหกรรมอนาคตอย่าง เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ด้านธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่น ชูนโยบายสร้างรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยการบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐ (Big Data) สร้าง Single ID และ Digital Wallet เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นช่องทางของการทุจริต ยืนยันการใช้หลักนิติธรรม (Rule of Law) ปราบคอร์รัปชันด้วยเทคโนโลยี และอำนวยความสะดวกด้วยระบบ One Stop Service ในการขอใบอนุญาตต่างๆ เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงทางอาหาร ไซเบอร์ และสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้า Net Zero ในปี 2050
สำหรับด้านสังคมและการศึกษา มีแผนปฏิรูปการศึกษาด้วยการสร้างมหาวิทยาลัยระดับโลกที่เน้นการวิจัยสู่นวัตกรรม และสร้างโรงเรียนคุณภาพประจำจังหวัด (โรงเรียน Champion) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวในกรุงเทพฯ ด้านสาธารณสุขจะยกระดับโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ และจัดสวัสดิการดูแลกลุ่มเปราะบางแบบมุ่งเป้า (Targeted) ด้วยฐานข้อมูลที่แม่นยำ ปิดท้ายด้วยการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่การฟื้นฟูป่าต้นน้ำภาคเหนือ การสร้างทางระบายน้ำ (Floodway) ในพื้นที่ภาคกลาง การขุดลอกแม่น้ำ และการใช้เทคโนโลยี Digital Twin of Ocean ร่วมกับดาวเทียม SAR ในการบริหารจัดการน้ำปลายน้ำและคาดการณ์ภัยพิบัติ
พร้อมกันนี้ นายยศชนัน ยังเรียกร้องความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยระบุว่าการจะยกเครื่องประเทศไทย สร้างเศรษฐกิจใหม่ และเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับคืนมา ไม่ใช่ภารกิจของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นวาระที่คนไทยทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่ออนาคตของประเทศไทย
ไม่ขอเลือกกระทรวง ขอเก้าอี้เดียว “ตำแหน่งสูงสุด”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงหนึ่งผู้ดำเนินรายการถาม นายยศชนัน ว่า หากเป็นรัฐบาลผสม ถ้าไม่ได้กระทรวงไหนจะไม่ร่วม นายยศชนัน กล่าวตอบว่า “เรื่องนี้สำคัญ เราพยายามสื่อสารเรื่องวิสัยทัศน์ เราจำเป็นต้องทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เพราะปัญหาในขณะนี้มีเยอะ หากเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งมันไม่ได้ เราจำเป็นต้องทำงานร่วมกับทุกพรรค โดยทุกคนมองเป้าหมายว่าเราอยากทำให้ประเทศไทยมีรายได้สูง การอยู่กระทรวงไหนไม่เป็นไรหากเรามีเป้าหมายร่วมกันแล้ว ก็ขอเก้าอี้เดียวคือตำแหน่งสูงสุด”
เมื่อถามอีกว่าหากดูแนวนโยบายแล้วมีพรรคใดใกล้เคียงกับเพื่อไทยมากที่สุด นายยศชนัน ระบุว่า ทุกพรรคมีเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ จึงมั่นใจว่าการจะเลือกคนมา พรรคมา มันไม่ยาก แต่ต้องเป็นคนที่ไม่คอร์รัปชันหากเข้ามารับตำแหน่ง.