“นายกฯ อนุทิน” ถอดสูทกินข้าวเที่ยงตลาดนางเลิ้ง ก่อนกลับทำเนียบฯ ให้สัมภาษณ์ รับลอบวางระเบิด 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นเหตุก่อความไม่สงบ ปัดความรับผิดชอบไม่ได้ ต้องสังคายนาการข่าว


เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 12 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และผู้ติดตามบางส่วน ถอดสูทเดินจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล มายังตลาดนางเลิ้ง โดย ระหว่างทางได้แวะโรงรับจำนำ บริเวณสี่แยกเทวกรรม เพื่อสอบถามราคาเลสหลวงพ่อรวย แต่เจ้าของโรงรับจำนำได้ตีราคาเฉพาะเหรียญหลวงพ่อรวยไว้ประมาณ 15,000 บาท ก่อนจะเดินข้ามถนนมายังตลาดนางเลิ้ง แวะทักทายประชาชน สอบถามถึงการค้าขาย โดยพ่อค้าแม่ค้าบางรายถึงขั้นทิ้งร้านเพื่อมาถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรี

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้แวะสั่งน้ำผลไม้ปั่น เป็นเมนูตลิงปลิง มะนาว และสับปะรดปั่น ราคา 50 บาท พร้อมกับบอกประชาชนที่รอคิวร้านน้ำปั่นว่า ยังไม่สามารถจ่ายให้ได้เพราะอยู่ในช่วงเลือกตั้ง แต่ถ้าช่วยเหลือตน ตนจะกลับมาทำประโยชน์พี่น้องประชาชน ก่อนจะถ่ายรูปกับเจ้าของร้านน้ำปั่น ก่อนที่จะเข้ามาในตลาดนางเลิ้ง โดยมีประชาชนขอถ่ายรูป พร้อมกล่าวชื่นชมว่าตอนนี้กระแสของภูมิใจไทยดีมาก นายกรัฐมนตรีได้เดินเข้ามารับประทานอาหารกลางวัน โดยสั่งเมนูขนมผักกาด ร้านวิภาวรรณผัดไทย-หอยทอด สั่งข้าวราดผัดฉ่าปลาดุกและหมูทอดกระเทียมพริกไทย ร้านข้าวแกงรัตนานางเลิ้ง และยังได้สั่งเกาเหลาร้านสุวิมลก๋วยเตี๋ยวแคะ มานั่งทาน 

...



โดยระหว่างเดินเข้าตลาด มีประชาชนมาขอถ่ายรูป พร้อมกล่าวชื่นชม ว่าตอนนี้กระแสของภูมิใจไทยดีมาก นายอนุทิน ได้ยกมือไหว้ขอบคุณ และระหว่างนั่งรับประทานอาหารมีชาวไทยที่อาศัยอยู่ต่างประเทศกลับมาเมืองไทย ได้เข้ามาขอกอดและถ่ายภาพ พร้อมบอกว่า วันเลือกตั้งจะกลับมาใช้สิทธิแน่นอน ขณะที่ระหว่างเดินกลับทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน แวะร้านทำเนียบศิลป ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายกรอบรูปและภาพวาด นายอนุทินได้ซื้อภาพวาดที่ศิลปินคนไทยนำมาฝากขาย จำนวน 4 รูป คือ ภาพทุ่งนาและรวงข้าว ภาพไก่แจ้ ภาพกระท่อม และภาพบ้านริมน้ำ พร้อมกับเลือกกรอบรูปด้วยตัวเอง  โดยนายอนุทิน กล่าวว่า ชอบอยู่แล้วเลยซื้อไปติดที่บ้าน

ต่อมาเวลา 13.05 น. นายอนุทิน กลับทำเนียบรัฐบาล โดยให้สัมภาษณ์ถึงเหตุลอบวางระเบิดและวางเพลิงสถานีบริการน้ำมันพร้อมกัน 11 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ว่า ได้หารือกับ พลโทนรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4, พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก, นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้เชิญรองเสนาธิการทหารสูงสุด, พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาหารือเพิ่มเติม ให้เร่งดำเนินคดีให้เร็วที่สุด สืบสวนหาที่มาที่ไปว่าเป็นอย่างไร



ในส่วนของ ศอ.บต. ให้เร่งดำเนินการดูแลผู้บาดเจ็บซึ่งมีอยู่ประมาณ 7 ราย และการช่วยเหลือเยียวยา รวมถึงให้เร่งหามาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการ เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นคือปั๊มน้ำมัน ปตท. ทั้งหมด ซึ่งตนได้โทรศัพท์หา นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ประธานคณะกรรมการ ปตท. ให้ ปตท. หาวิธีและหาแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านี้ เพื่อให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ เพราะถ้าผู้ประกอบการบอกว่าเลิกทำแล้วจะยิ่งทำให้สมใจคนร้าย และต้องเห็นใจผู้ประกอบการเหล่านี้ เพราะไม่มีบริษัทประกันภัยที่จะครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการก่อการร้าย

เมื่อถามว่าเบื้องต้นยังยืนยันว่าไม่ใช่การก่อความไม่สงบใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะบอกว่าไม่ใช่การก่อความไม่สงบได้อย่างไร เพราะเกิดขึ้นทั้ง 3 จังหวัด และมีการเน้นเป้าหมาย ผู้สื่อข่าวถามต่อ แสดงว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองที่จะมีการเลือกตั้งใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า หลายอย่างรวมกัน ได้สอบถามและให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้วิเคราะห์และประเมินให้ฟังคร่าวๆ มันมีเรื่องเกี่ยวพันหมด ทั้งการเมือง ความไม่หวังดี ความไม่ต้องการเห็นสันติสุขความสงบสุขเกิดขึ้น รวมถึงก่อนที่จะมีการต่ออายุการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมักจะเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นตามที่เคยเก็บสถิติมา ตนก็รับฟัง แต่การข่าวต้องสังคายนาอย่างมาก ไม่ว่าจะพูดว่าเกิดจากอะไรก็แล้วแต่ หรือสุดความสามารถที่จะทราบได้ แต่ในฐานะที่เป็นผู้บริหารก็ต้องบอกว่ารับฟังไม่ได้ จะต้องไปปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการข่าวให้มาก

ส่วนการเลือกตั้งระดับประเทศที่จะมีขึ้น จะมีการกำชับเข้มงวดหรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า เราต้องพูดถึงการรักษาความปลอดภัยและป้องกันความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 บอกว่าช่วงที่เกิดเหตุเป็นช่วงรอยต่อพอดี เพราะมีการระดมกำลังพลไปดูช่วงวันเด็กด้วย และเกิดเหตุในเช้าวันอาทิตย์ (11 มกราคม) ขึ้นมา ตนได้กำชับแม่ทัพภาคที่ 4 และแจ้งเลขาฯ ศอ.บต. ว่าเกิดเหตุแบบนี้ปัดความรับผิดชอบไม่ได้ และเป็นพื้นที่ที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีการประกาศกฎอัยการศึกในบางอำเภอด้วย ถึงอย่างไรก็อยู่ในความรับผิดชอบ.