“อภิสิทธิ์” เรียกร้องคนไทยตัดสินใจกำหนดอนาคตประเทศ ถาม “ภูมิใจไทย” กล้าประกาศไม่ร่วมรัฐบาล “เพื่อไทย” หรือไม่ ผิดหวังการเมืองไทยทุจริต-ทุนเทาเริ่มครอบงำ


เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 11 ม.ค. 2569 ที่สวนเบญจสิริ กรุงเทพฯ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นปราศรัย พูดถึงเหตุผลที่ตัดสินใจกลับมาสู่วงการการเมือง เพราะกรณีของคลิปเสียงอังเคิล เมื่อตนได้ฟังแล้วได้โทรศัพท์หาผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ยุคที่แล้ว บอกให้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลทันที แต่เจ้าของเสียง ยังดื้อในตำแหน่ง จนต้องรอคำพิพากษา ให้เปลี่ยนรัฐบาล ตนมองว่าเป็นอีกครั้งที่การเมืองถึงจุดตกต่ำ ดังนั้นหากมีโอกาสตนจะกลับมารับใช้ประชาชนอีกครั้ง และกลับมาในยุคที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง

ยกอดีตรัฐบาลอภิสิทธิ์ เศรษฐกิจดี

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในสมัยที่ นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องบอกว่า ทั้งเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนที่ดีขึ้น แต่หลังจากนั้น เศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนกลับลดลง ดังนั้น จึงอยากทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ตามสโลแกน “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ด้วยความสุจริตและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทุนเทา และเส้นทางการเงินกับกลุ่มฟอกเงิน ร่วมรัฐบาลกับรัฐบาลยุ่งเกี่ยวกับทุน

...


มั่นใจลดรายจ่าย เพิ่มรายได้

ด้านดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พูดถึงเรื่องการศึกษาที่มีความสำคัญต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบายผลักดันและส่งเสริมเรื่องการศึกษาของพี่น้องประชาชน รวมถึงนโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” โดยการลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ ให้พี่น้องประชาชน จะนำเทคโนโลยี เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการเปิดข้อมูล และออกแบบสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิตอลให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายและสะดวกขึ้น จะให้การสนับสนุน SME และประชาชนที่ยังเป็นลูกจ้างฟรีแลนซ์ ผลักดันให้เข้าสู่ระบบสวัสดิการของรัฐฯ อีกทั้งยังสนับสนุนช่องทางการหารายได้ เพื่อตอบโจทย์ลูกจ้างที่มีรายได้ประจำและต้องการการเติบโตจากรายได้เสริม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนสามารถทำเงินให้กับประเทศได้มากยิ่งขึ้น

การันตี ปชป.สถาบันการเมือง

ต่อมาเมื่อเวลา 19.50 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีท่ามกลางการต้อนรับของพี่น้องประชาชน ที่เข้ามามอบดอกไม้และสวมกอดด้านหน้าเวทีโดย นายอภิสิทธิ์ ปราศรัยว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคของหัวหน้าพรรคและไม่ใช่พรรคของคนกลุ่มใดคนหนึ่ง แต่เป็นพรรคที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความหลากหลายที่สามารถตัดสินใจได้ว่า เรามีความคิดความเชื่อทางการเมืองเดียวกัน แล้วเราจะทำงานร่วมกัน ดังนั้นสส.กทม.ทั้ง 33 คน ทุกคนมีความหมาย พร้อมกับแซวว่าทั้ง สส.ทั้ง 33 คน เป็นรุ่นราวคราวเดียวกับตน แต่เป็นช่วงที่ตนลงสมัครเมื่อ 30 ปีที่แล้ว


สวน ปชป.ไม่ตกต่ำ 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่ามีคำสบประมาทที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ใกล้จะสูญพันธุ์ แต่เมื่อตนกลับมาก็คำบอกเล่าว่าพรรคประชาธิปัตย์คงเป็นแค่การรวบรวมศิษย์เก่า แต่คงไม่สามารถที่จะมีภาพของการมองอนาคตได้ แต่วันที่ตนตัดสินใจกลับมา สิ่งที่ตนบอกกับตัวเองคือการกลับมาครั้งนี้ต้องมีบุคลากรที่มีคนหนุ่มสาวคนหน้าใหม่ที่ตัดสินใจได้ว่าอนาคตของประเทศ วิสัยทัศน์ที่เรามีต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ และต้องช่วยกันทำงานให้เกิดเป็นจริงได้ พรรคที่ใครต่อใครก็บอกว่าตกต่ำ วันนี้อยากให้ดูว่า สส. ทั้ง 33 คน มีหลากหลายอาชีพด็อกเตอร์ หมอ ศิลปิน เด็กจบใหม่ ซึ่งบางคนไม่ได้มีฐานทางการเมือง แต่วันนี้พวกเขาบอกว่า ที่เลือกมาอยู่ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะเชื่อในตัวของ “นายอภิสิทธิ์” จึงถึงเวลาที่พวกเขาอยากมาช่วยประชาธิปัตย์ มาช่วยประเทศชาติ แล้วจากที่ตนได้สัมผัส ทุกคนล้วนผ่านกระบวนการคัดกรองและมีความหมายมากกว่าหนึ่งเสียงในสภา เพราะคนเหล่านี้จะเป็นผู้แทนแก้ปัญหากับพี่น้องประชาชน ไม่ปล่อยให้สภาเป็นเหมือน 2 สภาที่ผ่านมาแน่นอน

ชี้การเมืองไทยทุจริต-ทุนเทา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า พรรคการเมืองไม่ใช่กิจการที่ใครจะมาชี้นิ้วสั่ง แต่พรรคการเมืองต้องสะท้อนความเป็นจริงของบ้านเมืองที่มีความหลากหลาย พร้อมกับได้เปิดเสื้อยืดที่ตัวเองใส่มาในวันนี้ให้ประชาชนดู ซึ่งเป็นเสื้อยืดสีเทา สกรีนด้วยตัวหนังสือสีดำว่า “เสื้อเทา” และสกรีนด้วยตัวหนังสือสีฟ้าว่า “แต่คนไม่เทา” และอธิบายว่านี่คือความตกต่ำของการเมืองไทยที่มาจากการทุจริตและทุนเทา จึงอยากจะกลับมาทำให้บ้านเมืองของเราเป็นบ้านเมืองที่สุจริต ถึงจะสามารถคิดต่อเรื่องอื่นได้

เพราะถ้า “ทุนเทาอยู่ ทุนดีก็จะไม่มา” และคนที่จะปราบทุนเทาได้ดีที่สุด นั่นคือพี่น้องประชาชนที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพราะความสุจริตและความซื่อสัตย์ ต้องเริ่มจากนักการเมือง จะทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากและเติบโตต่อไป

8 ก.พ.กำหนดอนาคตประเทศ

ดังนั้นวันนี้ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ตนไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร แต่รู้เพียงแค่ว่าวันนี้สังคมไม่สามารถมองข้ามประชาธิปัตย์ได้ แล้วประชาธิปัตย์จะเป็นคนกำหนดเส้นทางการเมืองของบ้านเมืองนี้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์จะตัดวงจรทุนเทาและเปิดบ้านเมืองสุจริต แล้วครั้งนี้จะทำให้สำเร็จหรือไม่ก็ส่งไม้ต่อให้ 33 คนนี้จนทำสำเร็จให้ได้ ต้องไม่มีรัฐมนตรี รองนายกฯหรือนายกรัฐมนตรีที่คอยห้าม คอยปกป้อง ทุนเทา 

ไม่ยอมให้นำเรื่องละเอียดอ่อน สร้างแตกแยก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเราปล่อยให้เกิดความแตกแยกแบบนี้มาเยอะ ทั้งมีการด้อยค่าสถาบันที่เป็นหลักของชาติหลายครั้ง ดังนั้นนอกจากการประกาศไม่เอาเรื่องของทุนเทา การทุจริต และจะทำเศรษฐกิจให้ดีแล้วตนเองยังไม่ยอมให้เอาเรื่องละเอียดอ่อนบ้านเมือง มาเล่นการเมืองสร้างความแตกแยกต่อไป ซึ่งตอนสมัยที่ตนเองเป็นรัฐบาลก็เคยพูดถึงปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 แต่ตั้งแต่ตอนนั้นมาจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครมาบอกตนเองว่า “ไม่จงรักภักดี” เพราะสิ่งที่ตนเองทำ เพราะรักและอยากจะปกป้องสถาบัน ซึ่งการนิรโทษกรรมควรมีหรือไม่ ก็ไม่มีคำตอบ เพราะคนที่ถูกดำเนินคดีมีหลายประเภท ในสมัยตนเองเป็นรัฐบาลจึงมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองต่างๆ แต่ตอนนี้มีการสร้างความแตกแยกทุกทาง นำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขข้ออ้างทางการเมืองด้วย เรื่องเหล่านี้มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ตนเองขอย้ำว่าสถาบันหลักของชาติจะต้องอยู่เหนือการเมือง

เหน็บ ปชน. ท้า ภูมิใจไทยประกาศให้ชัด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้น้ำเงินกับส้มกำลังแข่งกัน รู้หรือไม่ว่าจะไม่ทำ MOA กันอีก ซึ่งหัวหน้าพรรคประชาชนบอกอนุทินจะเป็นนายกไม่ยกมือให้และไม่ร่วมรัฐบาล แต่ก็ไม่เคยพูดว่าถ้ามาที่จะไม่ชวนพรรคสีน้ำเงินเข้าไป แต่กลับกลายเป็นว่าทางพรรคประชาธิปัตย์ถูกตั้งคำถามและหาเรื่องแทน หากบอกไม่ร่วมพรรคไหน คนก็จะมองว่าไปเลือกอีกพรรคทันที ซึ่งวันนี้แปลกมากที่พรรคภูมิใจไทยกล้าจะมาวิจารณ์บิดคำให้สัมภาษณ์ของตนเองเมื่อวานนี้ และมาถามว่า ปิดทางร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนหรือไม่ ซึ่งตนเองก็ตอบเงื่อนไขเรื่องนี้ไปชัดเจนอยู่แล้ว หากมีทุจริตทุนเทาและความแตกแยกจะไม่เอาทั้งสิ้น


“เรานี่แหละสู้กับระบอบทักษิณตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้และต่อไปในอนาคต” แต่ความเป็นประชาธิปัตย์ถ้าบอกว่าไม่เอาเพื่อไทยก็จะหาว่าสร้างความแตกแยก อย่างที่ตนเองบอกว่า “ไม่ได้ปิดประตู แต่หากมือระบอบทักษิณแหย่เข้ามา ตนเองงับมือขาดทันที”


ส่วนพรรคอะไรที่กล้ามาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์มาจับมือเพื่อไทย ทำคนใต้ผิดหวังมาก แล้วบอกตัวเองจะดูแลคนใต้ ตนเองอยากถามกลับว่า “คุณกล้าบอกคนใต้หรือไม่ ว่าจะไม่เอาเพื่อไทย” พร้อมท้าว่ากล้าประกาศหรือไม่ว่าไม่เอาเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ เพราะหากกล้าประกาศได้เป็นฝ่ายค้านแน่นอน