“สติธร ธนานิธิโชติ” มองหาเสียงเลือกตั้งเริ่มดุเดือด แต่ละพรรครู้จุดขายตัวเอง ยกเว้นพรรคประชาชน ห่วงหากไม่ปรับเกมเสี่ยงคะแนนนิยมตก แนะ ชูนโยบาย เศรษฐกิจ ปากท้อง นำแก้รัฐธรรมนูญเพราะยังเป็นเรื่องไกลตัว


วันที่ 10 ม.ค. 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยกับไทยรัฐ ถึงการวิเคราะห์ภาพรวมบรรยากาศการหาเสียง หลังจากที่เปิดรับสมัคร ส.ส. ได้หนึ่งสัปดาห์ว่า ทุกพรรคพยายามหาเทคนิคที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จมากที่สุดตามเป้าหมายของแต่ละพรรค โดยเฉพาะพรรคการเมืองหลัก ส้มแดงน้ำเงิน ที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ผลลัพธ์ที่ต้องการคือได้ สส. หลัก 100 ส่วนพรรค ระดับตัวแปรอย่างกล้าธรรม และประชาธิปัตย์ที่ขอแค่ 30-40 ที่นั่ง กับกลุ่มพรรคเล็กที่หวังแค่ สส. ปาร์ตี้ลิสต์หนึ่งที่ และยุทธศาสตร์ในการหาเสียงของแต่ละพรรคก็จะแตกต่างกันไป พรรคเล็กเน้นสร้างกระแสเบาๆ หรือใช้วิธีสุดโต่งไปเลยเพื่อดึงคะแนนเสียงของคนที่มีอารมณ์สุดขั้ว


ส่วนพรรคการเมืองขนาดใหญ่เน้นทุกพื้นที่แต่จะเหนื่อย พรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยมีความคล้ายกันคือจะอยู่นิ่งๆ แต่ต่างกันที่วิธีการ พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบเพราะเป็นรัฐบาลไม่ต้องหาเสียงมาก แต่ใช้วิธีการทำงานในฐานะรัฐบาลปัจจุบัน ตามสภาพปัญหาที่เกิด ทำงานที่ประชาชนคาดหวังให้สำเร็จในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตัวเอง ยกตัวอย่างตอนวันขึ้นปีใหม่นายอนุทินเดินทางไปเยี่ยมทหารที่ชายแดนแต่ ไปในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แบบนี้ได้ความนิยมไปเต็มๆ โดยไม่ต้องเปิดปราศรัยใหญ่

เรียกได้ว่าพรรคภูมิใจไทยใช้โอกาสของการเป็นรัฐบาล ทำกำไรจากคะแนนนิยมของประชาชน แม้จะเคยมีแผลมาบ้าง สิ่งไหนที่ทำผิดพลาดก็แก้ไขปรับปรุง แบบนี้คือความได้เปรียบไม่ต้องพูดอะไรเยอะ

...


ส่วนพรรคเพื่อไทยต้องยอมรับว่าปรับเปลี่ยนโฉมได้เร็วเอาคนที่สร้างบาดแผลในฐานะรัฐบาลทั้งสองชุดออกไป แล้วเปลี่ยนแคนดิเดตนายกที่เป็นคนหน้าใหม่ทางการเมืองเลย ทำให้ประชาชนไม่ได้รู้สึกว่าคนๆ นี้สร้างบาดแผลอะไรไว้ในทางการเมือง แต่เป็นคนใหม่พรรคเพื่อไทยขอโอกาสกลับมาแก้ตัว แต่ยังมีคราบของคนตระกูลชินวัตรเลยอาจทำให้คนยังคิดว่า นายกฯ คนนี้อาจจะเหมือนคนในอดีต ใช้โอกาสและภาพของนักวิชาการ คนรุ่นใหม่มาเป็นความหวัง ทำให้เห็นอนาคตได้มากกว่า บวกกับพรรคเพื่อไทยอยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัว เลยกลายเป็นว่าเพื่อไทยไม่ได้ก้าวร้าวและไม่ได้สร้างบาดแผลให้ตัวเองเจ็บปวด


ในขณะที่พรรคประชาชน หากยังปล่อยให้บรรยากาศการหาเสียงเป็นแบบนี้พรรคประชาชนจะเหนื่อยเพราะการแบกพรรคการเมืองที่เป็นอันดับหนึ่งของการเลือกตั้ง 2. แบกเพราะท้าทายตัวเองไว้ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามของการเลือกตั้งเป้าหมายคือการอยากเข้าไปเป็นรัฐบาลถือเป็นการกดดันตัวเองมากเกินไป 3. บรรยากาศการเมืองไม่อำนวยให้กับพรรคประชาชนเพราะที่ผ่านมาประสบความสำเร็จตั้งแต่อนาคตใหม่และก้าวไกลบรรยากาศการเมืองตอนนั้นมันเอื้อ แต่ด้วยความเป็นพรรคการเมืองเสรีนิยมก้าวหน้าต้องการสร้างความหวังให้กับผู้คนอยากจะกุมหัวใจของคนที่อยากเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปเปลี่ยนมาเลือกพรรคของเขาเพื่อเปลี่ยนการเมืองไปสู่การเมืองแบบใหม่ ปี 66 อาจจะสำเร็จแต่รอบนี้บรรยากาศการเมืองและความคาดหวังของผู้คนมีปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาเข้ามา และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การเมืองโลกคนเลยรู้สึกว่าสภาวะแบบนี้หรือจะเปลี่ยนแปลงอะไรที่ยกเครื่องมากเกินไปปฏิรูปมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดความกังวลไม่กล้าฝากความหวัง ขอไปแบบนิ่งๆ แต่อยู่ได้มั่นคงดีกว่า ถ้าจะเปลี่ยนอะไรแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือแล้วเกิดมีความเสี่ยงและประเทศไทยไปไม่รอดประชาชนจะคิดแล้วว่าแล้วจะอยู่ยังไง หรือทำให้เกิดความคิดว่าพรรคการเมืองที่เป็นแนวเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปไม่ใช่จังหวะเวลาที่จะเลือก หรือทำให้ท่าทีของพรรคการเมืองที่อยู่แนวกลางๆ ได้รับการตอบรับอย่างเช่นประชาธิปัตย์ กลับมารอบนี้เลยกลายเป็นว่าอยู่รอดได้


อาจารย์สติธรยังวิเคราะห์ต่อว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือต้องการพรรคการเมืองที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะอยากได้ความแน่นอน ภาพของทหารวันนี้เลยถูกมองว่าเป็นฮีโร่ ทำหน้าที่ปกป้องชาติและอธิปไตย แต่ในขณะที่พรรคการเมืองหนึ่งที่ถูกมองว่าจะไปลดทอนอำนาจทหาร เลยถูกมองว่าเป็นพรรคที่ไม่เอาทหาร ซึ่งแตกต่างจากในอดีตเมื่อครั้งที่ทหารลุกขึ้นมารัฐประหารแบบนั้นประชาชนจะรู้สึกมากกว่า กลายเป็นว่าตอนนี้ประชาชนจะโหยหาสิ่งที่จับต้องได้และใกล้ตัวมากกว่า


“พรรคประชาชนจะต้องปรับทำให้ประชาชนมองเห็นภาพตอบสนองความต้องการเรื่องชีวิตความเป็นอยู่มากกว่าการจะเข้ามารื้อระบบโครงสร้าง จึงต้องปรับนำเสนอชุดนโยบายมากขึ้น เพราะความจริงแล้วแพ็คเกจของพรรคประชาชนมีชุดนโยบายที่พร้อมและค่อนข้างสอดรับกับความรู้สึกความต้องการของกลุ่มต่างๆ พอสมควร เพียงแต่ว่าจะเอามานำเสนอยังไงเพื่อไปจูงใจคนที่ได้รับผลกระทบชุดนโยบายเหล่านั้น”


การพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญมากกว่าเรื่องแก้ปัญหาปากท้องอาจจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว หากพรรคประชาชนแก้เกมทันเชื่อว่าคะแนนความนิยมจะไม่เสียไปมากกว่านี้ แต่หากยังดึงดันเดินหน้านำเสนอแต่เรื่องนี้เชื่อว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์พรรคประชาชนอาจจะได้คะแนนเสียงลดลง


อาจารย์สติธร ยังวิเคราะห์ถึงภาพของรัฐบาลหากเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลที่ได้มาครั้งนี้จะบริหารประเทศได้ครบเทอมหรือไม่ว่า ไม่ว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลขอให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่รัฐบาลผสม แย่งชิงเก้าอี้หรือยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งหากยังเป็นแบบนี้ส่วนตัวคิดว่าไม่ตอบสนองความต้องการได้ นี่จึงเป็นที่มาของการตั้งคำถามทุกครั้งในเวทีดีเบตว่าพรรคการเมืองนั้นหากได้เป็นรัฐบาลแล้วจะจับมือกับใคร ซึ่งตนเองมองว่าไม่ใช่คำถามที่เชย หรือคำถามที่น่าเบื่อแต่เป็นการบ่งชี้ว่าหากตอบอะไรมาบางอย่างจะสะท้อนว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพหรือไม่ ทำงานได้จริงหรือเปล่า