กกต. เตรียมส่งตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติสีเหลืองถึงเจ้าบ้าน เชื่อวันจริงไม่สับสน แจงตั้ง “สราวุธ เบญจกุล” นั่งกรรมการตรวจสอบนโยบายพรรค ดูที่ความรู้–คุณสมบัติ ย้ำไม่เกี่ยวคดีถูก ป.ป.ช.สอบโครงการปรับปรุงอาคารศาล



วันที่ 9 ธ.ค. 2569 ที่สำนักงานใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า บัตรเลือกตั้งในครั้งนี้จัดพิมพ์ 56 ล้าน 1 แสนฉบับ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 53 ล้าน 4 แสนคน โดยจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกิน 5% หรือจัดพิมพ์บัตรสำรองเกิน 100,000 เล่ม เล่มละ 20 ฉบับ โดยสำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าและการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร เบื้องต้น



นายแสวง กล่าวชี้แจงถึงเอกสารแจ้งเจ้าบ้าน ว่า การจัดพิมพ์เอกสาร มีการจัดพิมพ์แบบ 2 สี คือ สีฟ้าและสีดำ ทำให้ตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติกลายเป็นสีฟ้าไปด้วย แต่ความจริงบัตรออกเสียงประชามติเป็นสีเหลือง ดังนั้นจึงต้องประชาสัมพันธ์เพิ่มและจะมีการจัดส่งตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติสีเหลืองไปให้เจ้าบ้านอีกครั้ง เชื่อว่าในวันจริงจะไม่เกิดความสับสน หน้าหน่วยออกเสียงก็จะมีตัวอย่างบัตรประชามติสีเหลืองติดไว้ด้วย รวมถึงข้อความในบัตรก็จะมีระบุให้ทำเครื่องหมายกากบาท



นายแสวง กล่าวอีกว่า เชื่อว่าการออกเสียงประชามติครั้งนี้น่าจะคึกคักกว่าทุกครั้งเพราะบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ผนวกกับการเลือกตั้ง สส. เป็นวันเดียวกัน ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประชาชนออกเสียงร้อยละ 75 สำนักงานก็จะเร่งประชาสัมพันธ์ เน้นสาระสำคัญว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ให้ข้อมูลความรู้ให้ความเข้าใจประชาชนมากที่สุดให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น


แจง กกต.ตั้ง “สราวุธ เบญจกุล” สอบนโยบายพรรค ดูที่ความรู้–คุณสมบัติ

...


นายแสวง ยังชี้แจงกรณีแต่งตั้งนายสราวุธ เบญจกุล อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ที่ถูก ป.ป.ช. สอบสวนคดีทุจริตโครงการปรับปรุงอาคารศาลจังหวัดพระโขนง วงเงิน 42.3 ล้านบาท และโครงการปรับปรุงศาลตลิ่งชันและศาลมีนบุรี รวมเป็น 134 ล้านบาทเศษ เป็นคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมือง ว่า เราคัดเลือกจากคนมีประสบการณ์หลายด้าน คือ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงและกฎหมาย และนายสราวุธน่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กกต.ต้องการความรู้ความสามารถและคุณสมบัติของท่าน ไม่ได้พิจารณาในเรื่องที่ถูกสอบ หรือไม่ได้ดูว่ายังติดอะไรอยู่ งานที่นายสราวุธทำเป็นการทำงานเนื้อหาตรวจสอบนโยบาย ซึ่งไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับการไปมีอำนาจไปทำ มันไม่ได้ไปกระทบในตัวสาระของงานอะไร