เลือกส้มต้องได้ส้ม “ปิยบุตร” ฟาดอย่าให้รู้พรรคไหนปล่อยข่าวลือ เลือกพรรคประชาชนแล้ว สส. จะยกมือโหวตนายกฯ พรรคอื่น ย้ำเป็นไปไม่ได้ บอกรอบนี้ก้าวข้ามโควตามุ้งทุน เปิดตัวทีมบริหารพร้อมทำงานทันที
วันที่ 8 มกราคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน เดินทางไปรณรงค์หาเสียงและปราศรัยย่อยที่จังหวัดสกลนครให้กับพรรคประชาชน โดยกล่าวว่า ตั้งแต่เราตั้งพรรคอนาคตใหม่มาเมื่อปี 2561 เราให้ความสำคัญกับสกลนคร มาหลายครั้งตั้งแต่พรรคยังเป็นวุ้น คนยังไม่รู้จักชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เลย ยังไม่รู้จักพรรคสีส้ม เราตั้งต้นกันที่นี่ ทำให้เราได้ สส. เป็นพรรคอันดับ 3 ตนได้เข้าสภาฯ คิดว่าจะเข้าไปทำงาน 4 ปี ที่ไหนได้ทำได้ 11 เดือน เขาเตะตนออกมาจากสภาฯ เพราะศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค และตัดสินตน 10 ปี เพื่อนๆ ก็ไปตั้งพรรคก้าวไกล ได้มา 14.4 ล้านเสียง เตรียมส่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายโดน สว. สกัด และยุบพรรคก้าวไกล จนเดินทางต่อมาพรรคที่ 3 ชื่อพรรคประชาชน หัวหน้าพรรคคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ชนชั้นนำเขากลัวว่าเราไปบริหารประเทศแล้ว จะเปลี่ยนให้ประชาชนมาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เขาย่าน (ภาษาอีสาน แปลว่า กลัว) พวกเรา ดังนั้นต้องสนับสนุนพวกเรา
“มาครั้งนี้พี่น้องบอกว่าสู้แล้วจะได้รัฐบาลหรือไม่ ก็กาไปแล้ว 2 ครั้ง ไม่ได้เป็นเลย เสียของหรือไม่ ไม่มีทางเสียของครับ ยิ่งเราเลือกพรรคประชาชนมากเท่าไหร่ แสดงให้เห็นว่ากลไกที่เขารุมกระหน่ำเรามาตลอด 9 ปี เป็นกระสุนที่ด้าน ทำอะไรเราไม่ได้ เลือกให้เลย 250 ไปเลย จะได้รู้ว่าไผเป็นไผ (จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร)”
...
นายปิยบุตร กล่าวต่อไปว่า พรรคประชาชนรอบนี้ทยอยเปิดทีมบริหาร แต่ไหนแต่ไรพี่น้องประชาชนก็เลือกคนไปเป็นผู้แทนใช่หรือไม่ และผู้แทนก็จะเลือกคนไปเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้พรรคประชาชนก้าวนำคนอื่นไป 1 ก้าว บอกต่อไปอีกว่าถ้าให้ความไว้วางใจพรรคประชาชน ก็จะเห็นคนที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีที่บริหารของรัฐบาลประชาชน แต่ละคนเป็นคนมีความรู้ความสามารถ ใช้คนมีประสบการณ์ให้ตรงกับงานกระทรวงต่างๆ ที่พวกเรามีโอกาสเข้าไปบริหาร พอกันทีกับระบบโควตา กลุ่มทุน ระบบหัวหน้ามุ้ง
พร้อมย้ำว่า เหลืออีกประมาณ 1 เดือนมันมาเร็วกว่าที่คิด เพราะการเลือกตั้งปี 2566 นำมาซึ่งรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ เพราะพรรคก้าวไกลที่ได้เสียเยอะควรจะจัดตั้งรัฐบาล แต่ สว. มาขวาง และพรรคต่างๆ รวมเสียงกัน และเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในพรรคร่วมก็เกิดความไร้เสถียรภาพรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ เป็นผลพวงจากการเลือกตั้งปี 2566 ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่มี สว.แล้ว “พอกันทีกับการทำดีลพิสดารกันมั่วไปหมด จนสุดท้ายพรรคอันดับ 1 ไม่ได้เป็นรัฐบาล”
จากนั้น นายปิยบุตร ยังเล่าถึงการไปเดินหาเสียง มีคนเกิดความกังวลใจมาถามว่า ถ้าเลือกพรรคประชาชนแล้วจะลงคะแนนให้คนของพรรคอื่นเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ตนก็ถามว่าเอาเรื่องนี้มาจากไหน “พรรคเราส่งแคนดิเดตตั้งหลายคน จะไปเลือกให้คนอื่นทำไม เขาบอกก็ไม่รู้ มีคนมาพูดเต็มไปหมด เลยจนเกิดความกังวลใจ ฟังแล้วอย่าให้รู้นะว่าพรรคการเมืองไหนไปปล่อยข่าวแบบนี้ อย่าให้รู้เที่ยวไปปล่อยข่าวไปทั่วว่าเลือกส้มจะได้คนอื่นเป็นนายกฯ เลือกพรรคประชาชนจะได้คนของพรรคอื่นเป็นนายกฯ ผมฟังแล้วบอกว่านี่เอาสมองส่วนไหนคิด คนที่ไปลือกันแบบนี้ เป็นไปได้อย่างไร ถ้าหากพรรคประชาชนลงเลือกตั้งปี 2569 ได้เป็นอันดับที่หนึ่ง เขาต้องใช้สิทธิ ใช้อำนาจอันชอบธรรมนี้ตั้งรัฐบาลเองอย่างแน่นอน และต้องส่งให้คุณณัฐพงษ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน เลือกส้มก็ต้องได้ส้มอย่างแน่นอน”
ในช่วงท้าย นายปิยบุตร ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากมีความสำคัญหลายเรื่อง ยังเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีบัตร 3 ใบ มี 2 คูหา โดยคูหาแรกให้เลือก สส. กาใบสีเขียวคือเบอร์ สส.เขต กาใบสีชมพูคือเบอร์พรรค เบอร์ 46 จากนั้นก็มีคูหาข้างๆ อีกคูหาหนึ่ง มีบัตรสีเหลืองเป็นคำถามประชามติ ถามว่าเห็นชอบหรือไม่ที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขอให้พี่น้องช่วยกันกาเห็นชอบเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กาเห็นชอบให้ถล่มทลาย เพื่อแสดงพลังของประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดออกไป ต่อไปวุฒิสภาหรือองค์กรไหนจะได้หมดข้ออ้างในการขัดขวางการทำรัฐธรรมนูญใหม่.