กกต. เตือนพรรคการเมืองคุมพฤติกรรมสมาชิกและกองเชียร์ หากปล่อยโจมตีใส่ร้ายคู่แข่งด้วยข้อมูลเท็จ มีสิทธิติดคุกสูงสุด 15 ปี เผย รู้ตัวบริษัทรับผลิตป้ายปริศนา จ.พิษณุโลกแล้ว จ่อสอบหาคนจ้างวาน
วันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เปิดเผยถึงกรณีปรากฏป้ายข้อความแสดงเจตนารมณ์เลือกตั้ง สส.ปริศนา ในพื้นที่ จ.พิษณุโลก ว่า ขณะนี้ สำนักงาน กกต. ได้รับรายงานเบื้องต้นจาก กกต.จังหวัดแล้ว และอยู่ระหว่างสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ว่าเข้าข่ายเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ ต้องขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ว่าใครเป็นผู้จัดทำป้าย จัดทำแล้วข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายผู้สมัครหรือพรรคการเมืองหรือไม่อย่างไร ตอนนี้ กกต.รับเรื่องเป็นสำนวนสอบสวนไว้แล้ว
“กรณีป้ายที่จังหวัดพิษณุโลก ก็ต้องดูว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งในชั้นนี้รู้ตัวโรงพิมพ์ผู้รับจ้างผลิตแล้ว และต้องดูว่าโรงพิมพ์นั้นใครเป็นคนว่าจ้าง หลังจากนั้นก็ต้องมาดูว่าข้อความลักษณะปรากฏในป้ายใครเป็นผู้เสียหายหรือเข้าข่ายการใส่ร้ายแล้วหรือไม่ยังไม่ขอพูดตอนนี้ ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการสอบสวน”
เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงกรณีการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่มีการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ มีการพูดพาดพิงผู้สมัครพรรคการเมืองอื่น รวมถึงกรณีแฟนคลับพรรคการเมืองหนึ่งมีการตัดต่อชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคการเมืองหนึ่งไปใส่หมายเลขของอีกพรรคการเมืองหนึ่ง และการกระทำของประชาชนที่ไม่พอใจพฤติกรรมของพรรคการเมือง ว่า ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และต้องมาดูองค์ประกอบว่า เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ ไม่ว่าบุคคลที่กระทำนั้นเป็นใคร เป็นผู้สมัคร เป็นสมาชิก หรือเป็นผู้สนับสนุน หากมีการใส่ร้าย พูดด้วยข้อความอันเป็นเท็จให้เกิดความเสียหาย กกต.จังหวัดที่มีเหตุต้องไปถอดเทปและดูบริบท กกต. ไม่ได้ทิ้งทุกเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะอยากให้บรรยากาศของการแข่งขันเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถึงจะมีความเข้มข้นก็ขอให้เป็นไปตามสภาพของการแข่งขัน ไม่ใช่การใช้ถ้อยคำหรือใช้กำลังเข้าข่ายผิดกฎหมาย
...
“ในระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง อยากฝากถึงคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองแต่ละพรรคให้ควบคุม กำกับสมาชิกพรรคการเมือง อย่าให้สมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งของพรรคการเมืองไปทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม หากความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ก็ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งต่อกรรมการบริหารพรรคเพื่อให้สั่งให้แก้ไขหรือหยุด หากเพิกเฉยหรือไม่หยุดดำเนินการ กกต. มีอำนาจสั่งให้กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการใด และมีโทษอาญา จำคุก 7-15 ปี รวมถึงการสั่งห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองเป็นเวลา 20 ปี นี่คือมาตรการที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นไปตามพรป.พรรคการเมือง มาตรา 22 และมีโทษตามมาตรา 104 และมาตรา 105”