“พีระพันธุ์” นำทีม รทสช. เปิดยุทธศาสตร์พิฆาตคนชั่ว โชว์เครื่องประหารหัวพยัคฆ์ ลั่นไม่ยอมก้มหัวให้ทุนเทา ชงแก้กฎหมายเอาผิดสแกมเมอร์ เผยไม่ปิดประตูร่วม “ปชน.-พท.” ถ้าทำชัดเจน 3 ข้อ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มกราคม 2568 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พร้อมแกนนำและผู้สมัคร สส. ของพรรค เปิดยุทธศาสตร์และแสดงจุดยืน “พิฆาตคนชั่ว” โดยเสนอนโยบายคุกกลางทะเล เพิ่มโทษสูงสุดกระบวนการค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ และปราบปรามการทุจริต โดยนายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มีคำที่ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป” วันนี้ตนเองเชื่อว่า สังคมและพี่น้องประชาชน รู้สึกถึงคำหลังมากกว่าคำข้างหน้า เพราะทุกวันนี้ทำชั่วได้ดีมีถมไปจริง ๆ ที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าสังคมถูกกลุ่มคนชั่วเข้ามาครอบงำทั้งหมด คนชั่วที่เป็นข้าราชการเข้ามาทุจริต นักการเมืองที่เข้ามาไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชน แต่เข้ามาเพื่อร่วมกันทุจริตหาประโยชน์ ข้าราชการมีอำนาจหน้าที่รังแกประชาชน ประชาชนด้วยกันเองรวมหัวกันฉ้อโกงประชาชน
...
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การกระทำของคนชั่วพวกนี้ จึงต้องได้รับผลตอบแทนอย่างสาสม เพื่อปกป้องคนดี คนดีต้องมีที่ยืน สังคมต้องไม่โดดเดี่ยว สุภาษิตที่บอกว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ต้องกลับมา นี่คือสิ่งที่พรรครทสช.ประกาศนโยบายพิฆาตคนชั่ว พรรคจะไม่รวมสังฆกรรมและเอาจริงกับการทุจริต ยืนยันว่าเราจะไม่ยอมก้มหัวให้ทุนเทา ไม่ยอมให้มาครอบงำพรรค และครอบงำประเทศ ไม่ยอมให้ข้าราชการทุจริต ปล้นเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินของคนทั้งประเทศลอยนวล โดยไม่มีการจัดการอย่างเด็ดขาดและเฉียบขาด
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า โดยเห็นได้ว่าปัญหาเหล่านี้มันทวีคูณขึ้นจนกลายเป็นวิกฤติหนึ่งของประเทศ ต้องแก้ไขโดยเด็ดขาดเพื่อพลิกโฉมประเทศ คนดีจะมีพรรครทสช.ยืนอยู่ด้วย และปกป้องตลอดเวลา ขอโอกาสพรรครทสช.เข้าไปจัดการคนชั่วเหล่านี้ อย่าให้ทำชั่วได้ดีมีถมไป อีกต่อไป
ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยผู้บริหารพรรค ได้ร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเปิดใบมีดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ เพื่อสื่อถึงการพิฆาตคนชั่วคนโกง ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย
จากนั้น นายพีระพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ว่า นโยบายพิฆาตคนชั่วของพรรค ไม่ได้มุ่งเน้นที่ข้าราชการที่ทุจริตประพฤติมิชอบโกงเงินแผ่นดินอย่างเดียว แต่รวมถึงผู้ที่กระทำความผิดที่มีผลกระทบกับประชาชน เช่น ไปช่วยกันให้กลุ่มสแกมเมอร์พ้นผิด หรือไม่จับกุม ถือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด ซึ่งปัญหาสแกมเมอร์ขณะนี้ไม่มีกฎหมายรองรับ เราไปเน้นการจับกุม แต่ไม่มีกฎหมายจัดการ ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคจะเร่งดำเนินการทันที
เมื่อถามย้ำว่า ประเทศไทยมีปัญหานี้มานาน จะจัดการได้ใช่หรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สแกมเมอร์โดยพื้นฐานก็เกิดจากการฉ้อโกง แต่กฎหมายที่มีอยู่กำหนดไว้ก็ไม่คิดว่าจะฉ้อโกงในลักษณะนี้ กฎหมายไทยเป็นความผิดอาญาธรรมดา จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือความผิดเรื่องฉ้อโกงประชาชน ในอดีตกฎหมายระบุความผิดเป็นเรื่องตัวต่อตัว หากมี 1-3 คนร่วมกันทำ แต่กฎหมายไม่ได้ครอบคลุมถึงการใช้เทคโนโลยี เครือข่ายอาชญากรรม หรืออาชญากรรมข้ามชาติ และผลกระทบจากการฉ้อโกงก็ไม่เคยใหญ่ถึงระดับหลายแสนล้าน ดังนั้นการกระทำผิดนี้ควรมีโทษเป็นการเฉพาะ เพื่อให้สาสมกับสิ่งที่ทำ
นอกจากนี้ ก่อนจะมีโทษ ก็ต้องผ่านกระบวนการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ แต่ผู้มีอำนาจไม่ปฏิบัติ หรือกลับไปช่วยกันทำพยานหลักฐานให้อ่อน ลักษณะแบบนี้คือการร่วมกระทำความผิด ต้องมีโทษเช่นกัน การนำพยานหลักฐานส่งฟ้องศาล ต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีพิจารณาความให้เกิดความรวดเร็วในการปฏิบัติ เมื่อไปถึงชั้นศาล เมื่อศาลตัดสิน ต้องให้มีการทำตามคำพิพากษาตามเวลาที่กำหนด ไม่ใช่ตัดสินแล้วไปนอนรอในเรือนจำ ไม่มีการบังคับคดี จนบางคนไปตั้งฮาเร็มในเรือนจำ
ส่วนหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องการทุจริต แต่ทำความผิดเสียเอง ต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุมหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระเหล่านี้ ได้กำหนดโทษไว้อยู่แล้ว หากคนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ไปทำความผิดเสียเอง จะมีโทษเพิ่มขึ้น 3 เท่า แต่ปัญหาวันนี้คือ กระบวนการเอาผิดหรือสอบสวน ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีลักษณะพิเศษหรือรวดเร็วแค่ไหน จึงต้องวนมาที่การปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็ว เพื่อให้มีกรอบที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อย ๆ
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า วันนี้เรามีหลายคดีที่เป็นลักษณะพิเศษ แต่กฎหมายที่ใช้วันนี้เขียนมาอย่างน้อย ๆ เกือบ 100 ปีแล้ว ซึ่งในยุคนั้นเขาไม่ได้คิดว่าจะมีลักษณะพิเศษอะไรแบบนี้ แต่เราไม่เคยมีการปรับปรุงกฎหมายเหล่านี้เลย เมื่อมีการกระทำความผิดที่หนักขึ้น รุนแรงขึ้น จึงเห็นว่าประเทศไทยต้องแก้ไขสิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นการบังคับให้คนที่กระทำความผิดได้รับโทษรวดเร็วขึ้น และคนที่มีอำนาจหน้าที่หากไปเข้าด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะองค์กรอิสระ เจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ หรืออัยการ จะถือว่าเป็นการกระทำความผิด เป็นความผิดเดียวกันหมด
ส่วนเราจะประกาศได้ชัดเจนหรือไม่ว่าจะไม่ร่วมงานกับทุนเทาหรือนักการเมืองที่เป็นสีเทา นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มีความชัดเจนอยู่แล้ว ถ้ามีความผิดมีหลักฐานดำเนินคดีเลย ซึ่งถ้าไม่มีการดำเนินคดีเราอยู่ด้วยไม่ได้
ส่วนเรื่องความชัดเจน ของพรรค รทสช. ว่าจะไม่จับมือกับพรรคไหนนั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนพูดมาตลอดว่าการทำงานทางการเมืองของพรรควันนี้เราพร้อมทำงานร่วมกับ 1. พรรคที่มีนโยบายชัดเจนในการจัดการเรื่องปัญหาไทย-กัมพูชา 2. ต้องชัดเจนในเรื่องจัดการพวกกังฉินทั้งหลาย คนชั่วของแผ่นดิน และ 3. ต้องไม่มีอะไรที่จะกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ ทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาในการที่จะทำงานร่วมกับใคร แต่เมื่อทำงานไปแล้วมีสถานการณ์อื่นเกิดขึ้นก็ถือเป็นเรื่องอนาคต การร่วมรัฐบาลเราต้องรู้ว่าแนวทางการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองไปด้วยกันได้หรือไม่
ส่วนจะสามารถจับมือกับพรรคประชาชน (ปชน.) ได้หรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ถ้าเขาทำ 3 เรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติก็ทำงานด้วยกันได้ ตนทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อประชาชนให้เดินไปข้างหน้า ตนไม่มีนโยบายโค่นล้มชาติบ้านเมือง
ขณะที่กับพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ก่อนหน้านี้มีกรณีเรื่องคลิปเสียงอังเคิลจะทำงานร่วมกันได้หรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า อันนั้นน่าจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี ตนเชื่อว่าพรรคไม่ได้เกี่ยวข้อง พวกเราแต่ละคนสามารถกระทำความผิดที่เป็นเฉพาะตัว ถ้าทุกอย่างเป็นเรื่องส่วนรวมไปหมดมันไม่มีทางเจริญได้หรอก เพราะทุกพรรคก็มีปัญหาหมด เราไม่สามารถควบคุมคนในพรรคแต่ละคนได้ แต่ถ้าคนไหนทำให้พรรคมีปัญหาหรือเสื่อมเสียเราก็ต้องเอาออกไปเท่านั้นเอง แต่พรรคยังต้องอยู่ต่อ