พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่งขบวนคาราวานฝากความหวังสู่ภูมิลำเนาใต้แคมเปญอีสานต้องดีกว่านี้ “พีระพันธุ์” ตั้งเป้าได้ 69 สส. ซัดคนโกงต้องใช้ยาแรงจัดการ ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไมไทยไม่ได้ประโยชน์
วันที่ 7 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี, นายนราพัฒน์ แก้วทอง รวมไปถึงนายวิทยา แก้วภราดัย, นายสามารถ มะลูลีม และพันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมประกาศความพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนงานการเมืองเชิงรุก โดยมอบหมายให้ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร หรือ เคนโด้ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ นำขบวนคาราวานลงพื้นที่ปราศรัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เพื่อนำเสนอนโยบายและพบปะพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด ภายใต้แคมเปญ “อีสานต้องดีกว่านี้”
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า วันนี้ตนมอบหมายให้นายเกรียงไกรมาศ นำนโยบายด้านพลังงานซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการลดภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพไปถ่ายทอดให้แก่พี่น้องชาวอีสาน “ภารกิจเร่งด่วนคือการรื้อโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพ เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น” สำหรับไฮไลต์สำคัญ คือการประกาศนโยบายหลักในการลดค่าไฟฟ้าให้เหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย และการลดค่าน้ำมันเบนซินรวมถึงดีเซลให้เหลือ 25 บาทต่อลิตร โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับและกระแสสนับสนุนอย่างล้นหลามจากผู้ที่มาร่วมกิจกรรม
...
ทางด้าน นายเกรียงไกรมาศ ย้ำว่า นโยบายดังกล่าวคือสัญญาใจจากนายพีระพันธุ์ถึงคนไทยทุกคน ในการมุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง ลดภาระค่าใช้จ่าย และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม “คุณพีระพันธุ์ย้ำกับผมเสมอว่า พี่น้องชาวอีสานต้องได้ใช้ไฟฟ้าและน้ำมันราคาถูก ชีวิตความเป็นอยู่ต้องดีขึ้น วันนี้ผมจึงขอนำความตั้งใจจริงของพรรครวมไทยสร้างชาติมาบอกกล่าวว่า เราทำจริง และต้องทำให้ได้ตามสัญญา”
ทั้งนี้ บรรยากาศการปล่อยขบวนคาราวานเป็นไปอย่างคึกคัก นายพีระพันธุ์กล่าวทักทายผู้มาร่วมกิจกรรมซึ่งประกอบอาชีพต่างๆ ที่ต้องอาศัยพลังงานเชื้อเพลิง ทั้งคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนขับรถแท็กซี่ คนขับรถตุ๊กๆ คนขับรถแห่ รวมถึง รปภ. ต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้เศรษฐกิจดีขึ้น และนายพีระพันธุ์ยังได้ทดลองสวมบทบาทเป็นคนขับวินมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่ และรถตุ๊กๆ ด้วย ก่อนจะกล่าวว่า “สิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ มาจากต้นทุนพลังงานที่ต้องลดลง ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ และหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรค ก็คือการช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพที่ต้องใช้แก๊ส ซึ่งในระหว่างที่ผมรับหน้าที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ก็ได้ดำเนินนโยบายตรึงค่าแก๊สหุงต้มมาโดยตลอด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน”
ตั้งเป้า 69 สส. คนโกงต้องใช้ยาแรงจัดการ
ต่อมาเวลา 11.30 น. นายพีระพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ถึงบรรยากาศการหาเสียงว่า พรรครวมไทยสร้างชาติพยายามทำงาน เตรียมการเลือกตั้งทุกอย่าง และส่งคนไปในพื้นที่ทุกภาคเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนกลับมาว่าแต่ละภาคสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร ยืนยันว่าทั้งใน กทม. และพื้นที่ต่างจังหวัด เท่าที่ฟังดูทุกภาคมีปัญหาเหมือนกันคือปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องพลังงาน ซึ่งทั้ง 2 เรื่องตรงกับนโยบายพรรค และตรงกับสิ่งที่ตนทำมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าถ้าประชาชนให้ความไว้วางใจพรรคและผู้สมัครของพรรคได้เข้าไปบริหารประเทศ จะสามารถแก้ไขปัญหาทั้ง 2 เรื่องนี้ได้แน่นอน
นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ทั้ง 2 เรื่องนี้มีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่เคยมีการแก้ปัญหาให้จบ เพราะไม่เคยมีใครแก้ปัญหานี้ด้วยความเด็ดขาด ส่วนเรื่องปัญหาพลังงาน ตอนที่ตนอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็แก้ปัญหาด้วยความจริงจังและเด็ดขาด ซึ่งก็สามารถแก้ปัญหาได้ นี่คือความเป็นรวมไทยสร้างชาติ ดังนั้นหากประชาชนมอบความไว้วางใจ ตนมั่นใจว่าจะสามารถพลิกโฉมประเทศนี้ได้ด้วยความเด็ดขาดของเรา เพราะฉะนั้น เบอร์ 6 ไม่โกหก
เมื่อถามถึงนโยบายยาแรงปราบคนโกงถึงขั้นประหารชีวิต จะสามารถใช้ได้กับสังคมไทยขณะนี้หรือไม่ นายพีระพันธุ์ ตอบว่า ก็เหมือนกับมนุษย์เรา ร่างกายเป็นมะเร็งและลามไปทั่ว หมอจะตัดทิ้งหรือไม่ ถ้าไม่ตัดทิ้งจะเป็นอย่างไร ก็ตาย เพราะฉะนั้นยอมรับหรือไม่ว่าการคอร์รัปชันในบ้านเรามันหนักขึ้นทุกวัน เหมือนมะเร็งที่ลามหนักขึ้นทุกวันหรือไม่ แต่เราก็ใช้ยาเบาเหมือนเดิม แล้วเชื้อมันจะหมดหรือไม่ วันนี้ถึงเวลาต้องเอาจริง ต้องเด็ดขาดและเฉียบขาดกับสิ่งเหล่านี้ ตนไม่ใช่เพิ่งคิด แต่คิดมาตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ส่วนคำถามว่าขณะนี้การซื้อเสียงถือว่าแรงเหมือนกัน นายพีระพันธุ์ ระบุว่า เรื่องนี้ตนไม่ต้องพูด เขารู้กันทั้งเมือง มีแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เท่านั้นที่ไม่รู้ ผู้สื่อข่าวถามต่อ หลายพรรคมีการเปิดชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น พรรครวมไทยสร้างชาติจะเปิดบ้างหรือไม่ นายพีระพันธุ์ ตอบว่า พรรคของตนมีพร้อมทุกคน และที่กล้าประกาศเลยคือพรรคเราไม่มีการทุจริตประพฤติมิชอบ จะเอาจริงกับการช่วยเหลือประชาชนเท่านั้น ไม่มีใครกล้าประกาศเหมือนพรรคเรา
ในการปราศรัยหาเสียงครั้งนี้มีข้อกังวลอะไรหรือไม่ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่าไม่มี ตนก็หาเสียงตามปกติ เป็นอย่างนี้มา 30 ปีแล้ว ทุกครั้งตนไม่เคยโกหกประชาชน พูดอะไรตอนหาเสียงก็ทำแบบนั้น วันนี้ตนมาเป็นหัวหน้าพรรค ทุกอย่างที่คิดเป็นนโยบาย จะไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นนโยบายที่ขอโอกาสประชาชนไปทำงาน ทางด้านคำถามว่าตอนนี้ยังไม่ถึงวันเลือกตั้ง แต่มีการล็อกเป้านายกรัฐมนตรีหรือซื้อเสียงเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีล่วงหน้าแล้ว นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ก็ทำกันมาอย่างนี้ตลอด แต่ที่ในใจคือตนและพรรครวมไทยสร้างชาติจะไม่ทำแบบนั้น ใครทำแบบนั้นก็อยู่กับตนไม่ได้
เมื่อถามอีกว่าถึงวันนี้ตั้งเป้าว่าจะได้ สส.กี่ที่นั่ง นายพีระพันธุ์ ตั้งเป้าว่าจะได้ทุกที่ เพราะถ้าไม่ได้ทุกที่ สิ่งที่ตนพูดก็คงทำไม่ได้ จะแก้ปัญหาพลังงานได้หรือไม่ถ้าประชาชนไม่เลือก สิ่งที่ตนพูดไปก็ไม่มีทางเกิด ตนจึงมาขอโอกาสไปทำงานให้ และไม่ได้เสียดายที่พ้นจากตำแหน่ง แต่ที่เสียดายคือโอกาสที่จะทำให้สำเร็จ ซึ่งตนตั้งเป้าว่าปี 2569 นี้จบหมด หากยังอยู่ในตำแหน่ง สิ่งที่ตนพูดทุกอย่างจะเกิดขึ้นจริงในปี 2569 ในคำถามว่า คาดการณ์จะได้เสียงถึง 69 ที่นั่งด้วยหรือไม่ นายพีระพันธุ์ เผยว่า มันก็น่าจะได้อย่างนั้น เพราะตนมีนโยบายหลัก 6 เรื่อง ตรงกับเบอร์ 6 ของพรรค
MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม ไทยไม่ได้ประโยชน์
ขณะเดียวกัน นายพีระพันธุ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชาในการสร้างรั้ว ว่า เวลานี้สิ่งที่ติดขัดอันดับแรกคือ MOU 2543 ที่ทำให้เป็นปัญหาหลายเรื่อง ประเด็นคือเราได้อะไรกับ MOU 2543 ถ้าเราไม่ได้อะไรแล้วจะเก็บไว้ทำไม คนบอกว่าถ้าไม่มี MOU 2543 เดี๋ยวเจรจาไม่ได้ ถ้าอย่างนี้เราคงต้องมี MOU กับทุกประเทศหรือไม่ ซึ่งไม่จริงเลย เพราะกระบวนการเจรจาพูดคุยระหว่างประเทศมีวิธีการทางการทูตอยู่แล้ว ไม่ต้องมี MOU ก็เจรจากันได้ ขณะเดียวกันเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชามีแนวทางที่กำหนดไว้ชัดเจนตามสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องมาเจรจาอะไรแล้ว หากเจรจาใหม่เปลี่ยนแปลงเส้นตรงนี้ แผ่นดินไทยหายไปใครรับผิดชอบ มีความผิดกฎหมายอาญาข้อหากบฏอีก ฉะนั้นไม่มีความจำเป็นใดทั้งสิ้น
“และหลักสากลวันนี้ใช้แผนที่ 1:50,000 ทหารไทยและทหารกัมพูชาก็ใช้ มีแต่รัฐบาลเขาเท่านั้นที่ใช้ 1:200,000 เพราะอันนั้นเป็นประโยชน์ แล้วทำไมเราไปยินยอมเอา 1:200,000 มาอยู่ใน MOU 2543 สมมติว่าเราเลิก MOU 43 ถามว่าจะเสียหายอะไร ถ้าเขาบอกว่าจำเป็นต้องมี MOU ก็เซ็นใหม่ทำใหม่ได้ อะไรที่เราเสียหายเสียเปรียบก็เอาออกไปให้หมด”
นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ส่วน MOU 2544 เป็นเรื่องในทะเล ปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร ในทะเลเส้นเขตแดนจะเริ่มจากหลัก 73 ประเทศไทยลากเส้นเขตแดนในทะเลตามหลักสากล กัมพูชาลากเส้นเขตแดนตามหลักอำเภอใจ เราต้องยอมตามหลักอำเภอใจมาตั้งแต่ปี 2516 ถึงปี 2568 รวม 52 ปี ทำไมเราต้องทนอยู่กับความเกเร เพราะไม่เคยเด็ดขาดเอาจริง เขาเกเรมา 52 ปี ทำอย่างไรจะเอาพลังงานตรงนั้นมาใช้ เลยทำข้อตกลงเพื่อเจรจา มันจะเจรจาได้อย่างไรเพราะมันของเรา
ทั้งนี้ พลังงานในทะเลเป็นของแท้เพราะเส้นนั้นเป็นเส้นสากล ซึ่งทุกประเทศยอมรับหลักกฎหมายสากลนี้ แล้วทำไมเราต้องไปแบกตาม MOU 2544 ฉะนั้น MOU 2544 เราไม่ได้ มีแต่เสีย จะเก็บไว้ทำไม ที่สำคัญหลัก 73 หลักสุดท้ายเขาพยายามจะเปลี่ยน แต่เปลี่ยนไม่ได้จึงถมทะเล เป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ ถมทะเลอ้างว่าเป็นเขื่อนกันดิน แต่การถมทะเลมีกฎหมายระหว่างประเทศ แผ่นดินอะไรที่ยื่นยาวในทะเลจะถือเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน ถ้าวันไหนเขาหยิบยกขึ้นมาแปลว่าหลัก 73 โยกไปตรงนั้น เส้นเขตแดนในทะเลเปลี่ยนทันที เรายอมมาได้อย่างไรตั้งแต่ปี 2540 เขาถมตั้งแต่ 1-2 เมตร วันนี้ 300-400 เมตร แล้วเราก็ไม่เคยทำอะไร ได้แต่ประท้วง ประเทศไทยแก้ปัญหาอธิปไตยด้วยการประท้วง
“ขณะที่เขาวางแผนฮุบ เราประท้วงไม่เกิดอะไรก็ประท้วงต่อ นี่คือความไม่เด็ดขาดไม่เอาจริงต่อเรื่องนี้ แผ่นดินไทยเสียไปใครรับผิดชอบ ตรงนั้นสำคัญยิ่งกว่าเขตแดนบนบก เขตแดนในทะเลหมายถึงทรัพยากรรายได้ความมั่งคั่งของประเทศไทยด้วย เรายอมได้อย่างไร”
เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมีการทำได้อย่างรวดเร็ว แต่ MOU 2543 เป็นเรื่องดินแดนประเทศกลับดำเนินการช้า นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนก็แปลกใจตอนทำไม่เห็นต้องถาม พอตอนเลิกทำไมต้องถาม จะถามทำไมเพราะเป็นเรื่องของรัฐบาลอยู่แล้ว หากถามว่าถ้าเลิกแล้วจำเป็นต้องทำก็สามารถทำใหม่ได้ อะไรที่เป็นปัญหาก็เอาออกไป ถ้าจริงใจก็เลิกได้ ถ้าไม่จริงใจเป็นอย่างไร พอเซ็นสัญญาสันติภาพก็ยิงอีก หยุดยิง 72 ชั่วโมงก็ยิงอีกแล้ว.