“พิศาล มาณวพัฒน์” ชี้ เรื่องส่วนตัวในอดีตผ่านกระบวนการรับผิดต่อหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว ครอบครัวให้อภัย สนับสนุนการเข้าสู่การทำงานการเมือง ปัดแก้ต่างให้ คสช. แต่พูดในฐานะตัวแทนประเทศไทย
วันที่ 7 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่พรรคประชาชนเปิดตัว นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และอดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ เป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 112 ที่ระบุว่า บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้วยังไม่เกิน 2 ปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมิได้ เว้นแต่เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
ขณะที่ต่อมา นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักเคลื่อนไหวการเมือง ได้ออกมาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวหลายครั้ง รวมถึงจดหมายเปิดผนึกถึงพรรคประชาชนและสื่อมวลชน เรียกร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติของนายพิศาล พร้อมตั้งคำถามให้พรรคประชาชนต้องออกมาอธิบายอย่างชัดเจน ว่า ในขณะที่พรรคประชาชนตรวจสอบจริยธรรมของพรรคอื่น และพรรคได้ตรวจจริยธรรมของคนของพรรคเองด้วยหรือไม่ ขอให้เพื่อนในโซเชียลมีเดียและสื่อต่างๆ ช่วยกันติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด รวมถึงแท็กหา น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่า เก่งในการตรวจสอบจริยธรรมพรรคอื่น แต่ทำไมไม่ตรวจสอบจริยธรรมนายพิศาล
นอกจากนี้ โพสต์ของนายปวิน ยังมีเนื้อหาระบุว่า นายพิศาล เคยเป็นเจ้านายโดยตรงที่กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และรู้จักนายพิศาลดีมาก ดีจนขนหัวลุก พร้อมระบุถึงพฤติกรรมของนายพิศาล อาทิ เขียนจดหมายถึงบรรณาธิการสื่อใหญ่ระดับโลก บิดเบือนข้อเท็จจริงว่าประเทศไทยไม่มีนักโทษการเมืองในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และยังมีลักษณะปกป้องรัฐประหาร อีกทั้งยังเคยประพฤติผิดเรื่องชู้สาวโดยแอบมีความสัมพันธ์กับช่างตัดผมโดยที่ภริยาตัวเองไม่รู้ จนต้องเขียนบันทึกรับสารภาพแชร์ว่อนในกระทรวง นายปวิน จึงตั้งข้อสังเกตว่าเอาคนแบบนี้มาเป็นผู้แทนพรรคได้อย่างไร
...
พิศาล มาณวพัฒน์ ปัดแก้ต่างให้ คสช. แจงเรื่องส่วนตัวในอดีต
ล่าสุดพรรคประชาชนเปิดเผยการชี้แจงจาก นายพิศาล มาณวพัฒน์ ในฐานะทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านการต่างประเทศระบุว่า ตามที่มีการตั้งประเด็นการทำหน้าที่ของตนในระหว่างการเป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา ในทำนองแก้ต่างให้รัฐบาล คสช. หลังการรัฐประหารนั้น เข้าใจว่าคงมาจากสาระในหนังสือชี้แจงจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ต่อบรรณาธิการหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ซึ่งไม่ใช่ข้อความส่วนตัวของตน แต่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ยกร่าง และสั่งการมาให้สถานเอกอัครราชทูตส่งต่อให้กองบรรณาธิการ นสพ. อันเป็นเรื่องปกติเมื่อมีการพาดพึงถึงการเมืองในประเทศไทยในสื่อมวลชนฉบับใด ของประเทศใด กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสารนิเทศ ก็จะยกร่างหนังสือชี้แจงและสั่งการให้สถานทูตส่งต่อถึงบรรณาธิการของสื่อมวลชนเสมอ และบรรณาธิการก็มักจะนำไปตีพิมพ์เพื่อเป็นข้อมูลอีกด้านให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณ
นายพิศาล เผยต่อไปว่า ในวันที่มีการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ขณะนั้นตนเองดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำแคนาดา และได้รับเชิญด่วนจากสถานีโทรทัศน์ของแคนาดา 2 ช่อง ให้ไปสัมภาษณ์สดในวันเดียวกัน ตนตัดสินใจไปเพราะคงไม่สามารถรอการอนุมัติจากกระทรวงการต่างประเทศที่ถูกชัตดาวน์จากผู้ชุมนุมประท้วง และตระหนักดีว่าเป็นเรื่องหน้าตาความน่าเชื่อถือของประเทศ เพื่อไม่ให้ชาวตะวันตกเห็นว่าไทยเป็นรัฐล้มเหลว และเพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของชาวแคนาดาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
“ในการสัมภาษณ์ดังกล่าว ผมจำได้ว่าไม่เคยกล่าวอะไรที่เป็นการสนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร พิธีกรตั้งคำถามสุดท้ายกับผมว่า ที่มาให้ความเห็นทั้งหมดนี้ มาในนามรัฐบาลที่พ้นจากอำนาจไปหรือรัฐบาลทหาร ผมตอบว่า ผมมาในฐานะตัวแทนประเทศไทย หากจะตรวจสอบท่าทีและความคิดของผมเรื่องสิทธิมนุษยชน โปรดหาอ่านได้จากคำอภิปรายในช่วงการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งผมได้รวบรวมความเห็นไว้ทั้งหมดในหนังสือรายงาน “สว. รายงานประชาชน ภารกิจยากมากที่ยังรอการปฏิบัติ” ส่วนประเด็นเรื่องส่วนตัวผมที่เกิดขึ้นประมาณกว่า 20 ปีมาแล้ว ผมยอมรับผิด และผมได้ผ่านกระบวนการรับผิดต่อหน่วยงานต้นสังกัด ทั้งครอบครัวได้ให้อภัยและสนับสนุนการเข้าสู่การทำงานการเมืองเพื่อช่วยให้การต่างประเทศเดินหน้าอย่างสง่างามอีกครั้งด้วยประสบการณ์จริงที่ผ่านมาของผม”