“อภิสิทธิ์” บุกสิชล ลั่น ปชป. คัมแบ็ก ชูนโยบายเกิดปั๊บรับ 65,000 โตมารับเงินแสน-เบี้ยสูงวัย 1 พันบาทถ้วนหน้า ด้าน “องอาจ” หาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.กทม. เชื่อกระแส ปชป. เมืองกรุงฯ พุ่ง 

วันที่ 7 มกราคม 2569 บรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ตลาดสดเทวดา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วยหาเสียงสนับสนุน นายชาญวัฒนา อิสระวัฒนา ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต 9 หมายเลข 3


...

ท่ามกลางพี่น้องประชาชนที่มาต้อนรับอย่างเนืองแน่น โดยนายอภิสิทธิ์เปิดตัวด้วยลีลาเป็นกันเอง แซวตัวเองว่าแม้จะอยู่การเมืองมา 30 ปี แต่ชาวบ้านยังจำชื่อไม่ได้ เรียกแต่ “หล่อเหมือนเดิม” สร้างเสียงหัวเราะสนั่นเวที

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมกลับมารับใช้ประชาชนด้วยนโยบายที่ทำได้จริง โดยเฉพาะการต่อยอดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ตนเคยเริ่มไว้ สมัยนี้จะปรับเพิ่มเป็น 1,000 บาทแบบถ้วนหน้า ไม่ต้องรอลุ้น นอกจากนี้ยังชูนโยบายหมัดเด็ดด้านการศึกษาและเด็กเกิดใหม่ โดยเสนอ เงินขวัญถุงเด็กแรกเกิด 65,000 บาท ในปีแรก และจะมีระบบออมเงินให้เด็กจนมีเงินเก็บ 100,000 บาท เมื่ออายุครบ 18 ปี เพื่อสร้างอนาคตให้คนไทยรุ่นใหม่


ในส่วนของการศึกษา นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า นโยบายเรียนฟรี 15 ปีของประชาธิปัตย์จะต้องถูกยกระดับเป็น “เรียนฟรีจริง” ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง โดยรัฐจะเข้าไปอุดหนุนทั้งค่าอุปกรณ์ เครื่องแบบ รวมถึงค่าเดินทางและค่าอาหาร เพื่อลดภาระผู้ปกครองในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง

ช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายอภิสิทธิ์ได้เน้นย้ำเรื่องความสุจริต โดยกล่าวถึงกลุ่ม “ทุนสีเทา” และขบวนการสแกมเมอร์ที่ระบาดหนักตามชายแดน ซึ่งตนกังวลว่าเงินสกปรกเหล่านี้กำลังไหลเข้าสู่ระบบการเมืองเพื่อซื้อสิทธิ์ขายเสียง

“อย่าให้เขาเอาเงินสีอะไรก็ไม่รู้มาซื้อเราได้ ถ้าเรายอมให้เขาซื้ออำนาจ เข้าไปเป็น สส. เป็นรัฐมนตรี เราจะปราบของพวกนี้ได้อย่างไร วันที่ 8 นี้ต้องบอกว่าเราจะเอาการเมืองสุจริตกลับมา”

นายอภิสิทธิ์ฝากพี่น้องชาวนครศรีธรรมราช บัตรสีชมพูเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 27 ส่วนบัตรสีเขียวเลือกผู้แทนเขต “ชาญวัฒนา” เบอร์ 3 คนทำงานพื้นที่ ที่พร้อมจะเข้าไปยกมือสนับสนุนแนวทางของพรรค เพื่อแก้ปัญหาราคายางพารา และเศรษฐกิจปากท้องที่ซบเซามาหลายปี

 “องอาจ” เชื่อกระแส ปชป. เมืองกรุงฯ พุ่ง

ส่วนที่กรุงเทพมหานคร นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ช่วยนายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฏ์ (กอล์ฟ) ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 13 ลาดพร้าว - บึงกุ่ม แขวงนวลจันทร์ นวมินทร์ เบอร์ 8 พรรคประชาธิปัตย์หาเสียงเลือกตั้ง ด้วยการเดินตลาดเช้าระหว่างการแจกเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร มีประชาชนให้กำลังใจทีมประชาธิปัตย์ โดยกล่าวว่า “จำได้ทั้งเบอร์ 8 กับเบอร์ 27 ครั้งนี้จะเลือก ครั้งที่แล้วไม่เลือกให้เลย” ทำเอาทีมงานยิ้มกริ่ม พร้อมขอบคุณ

นายองอาจ เปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มอบหมายให้ตนมาช่วยผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรคลงพื้นที่หาเสียง เขตนี้เป็นเขตสำคัญเพราะประชาชนในพื้นที่นี้เคยให้การสนับสนุนผู้สมัครของพรรค และเท่าที่ออกมาสัมผัสประชาชนในช่วง 60 วันที่ผ่านมา ในพื้นที่ กทม. การตอบรับของประชาชนดีกว่าที่ผ่านมามากขึ้นเรื่อยๆ มีประชาชนหลายคนบอกกับตนตรงๆ ว่า คราวที่แล้วไม่ได้เลือก แต่คราวนี้จะกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์แน่ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่พี่น้องประชาชนจะกลับมาให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ซึ่งต้องยอมรับว่า ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ มาเป็นหัวหน้าพรรค และชูนโยบายการเมืองสุจริตสามารถดึงการสนับสนุนของพี่น้องประชาชนกลับมาได้มาก แสดงถึงความคาดหวังของประชาชนว่า เขาต่างเห็นความหวัง เห็นอนาคตข้างหน้าว่าพรรคมีโอกาสเข้าไปทำงาน เพื่อฟื้นฟูบ้านเมืองและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนและประเทศชาติได้ สะท้อนผ่านผลสำรวจหลายสำนัก ที่พบว่าคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นจากเดิมมี 1-2% โดยเพิ่มเป็น 9-10% และเชื่อได้ว่าการทำโพลครั้งต่อไป คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และขอเชิญชวนคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ อีก 30% ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาทำงานอีกครั้ง

ส่วนนอกจากกระแสของนายอภิสิทธิ์แล้ว นามสกุลของผู้สมัครในเขตนี้ ที่เป็นหลานชายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรค จะสามารถดึงคะแนนนิยมด้วยหรือไม่ นายองอาจ กล่าวว่า ผู้สมัครเป็นสายเลือดของนักการเมืองและทำงานด้านกฎหมายกับพรรคมาโดยตลอด ซึ่งนอกเหนือจากนามสกุลแล้ว ส่วนตัวของผู้สมัครเอง ก็ทำงานการเมืองมาในระดับหนึ่ง สามารถใช้ความรู้ด้านกฎหมายช่วยเหลือประชาชนได้

ด้านนายภาณุพงศ์ กล่าวว่า พื้นที่เขตลาดพร้าวมีประชากรสูงอายุจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของพรรคในเรื่องผู้สูงวัย ตนจึงเสนอนโยบายปากท้องที่จับต้องได้ผสานการดูแลผู้สูงวัยกับประชาชนกลุ่มอื่นด้วย ตนมีความตั้งใจมุ่งมั่นอาสามาทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียง ให้พี่น้องประชาชน และในฐานะเป็นนักกฎหมาย สามารถทำงานได้ทันทีในสภา ถ้าได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนโดยจะใช้กลยุทธ์เดินเคาะประตูบ้านเพื่อขอคะแนนเสียงขายนโยบายพรรคชูการเมืองสุจริตและขอโอกาสจากประชาชนด้วย