“ศิริกัญญา” ลงพื้นที่ตลาดดินแดงหาเสียงเลือกตั้ง 2569 เจอชาวบ้านตั้งคำถาม “มีทหารไว้ทำไม” แจงไม่ทำให้เสียเปรียบ แต่เสียดายไม่มีโอกาสได้อธิบายนโยบายใหม่ เชื่อ หลังจากนี้คนจะเข้าใจมากขึ้น
วันที่ 5 มกราคม 2569 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เขตดินแดง ช่วยนายกัณตภณ ดวงอัมพร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขตดินแดง หาเสียงกับประชาชนในพื้นที่ โดยนางสาวศิริกัญญา ได้ฝากผู้สมัครหมายเลข 7 และพรรคประชาชน หมายเลข 46 รวมถึงขอให้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะทุกเสียงของประชาชนคือความหวังของประเทศไทย ขณะที่ชาวบ้านก็ตอบรับและขอบคุณ นายกัณตภณ ที่ทำหน้าที่ สส.ในเขตดินแดง เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน ขณะที่แม่ค้าบางส่วนก็ปฏิเสธไม่รับแผ่นพับหาเสียง
ทั้งนี้ในช่วงหนึ่งของการหาเสียงที่ตลาดประชาสงเคราะห์ ซอย 7 มีแม่ค้าเข้ามาสะท้อนว่า นายกัณตภณไม่เคยทำหน้าที่เลย บอกจะทำแต่ก็ไม่เคยทำ ขายของที่นี่มา 20 ปีแล้ว ไม่เคยช่วยแม่ค้าเลย ถ้าไม่เอาแม่ค้า แม่ค้าก็ไม่เอาเหมือนกัน ขณะที่แม่ค้าอีกคน มาพูดแทรกว่า เสียอย่างเดียวที่พูดว่า “มีทหารไว้ทำไม จะลบล้างสถาบัน อันนี้ไม่ควรพูด” นางสาวศิริกัญญา จึงชี้แจงว่า “ไม่มี อันนี้เราไม่เคยพูด” แม่ค้าจึงสวนว่า “แรมโบ้ไม่เคยพูด แต่พิธาพูด”
นางสาวศิริกัญญา ชี้แจงต่อไปว่า “ตอนนั้นทหาร เข้ามารัฐประหาร” แม่ค้าจึงพูดต่อว่า ถ้า สส. ดีกับแม่ค้าและประชาชนก็ดี ไม่ว่าจะเลือกได้ใคร เราก็ไม่เกี่ยวอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากให้เราลงคะแนนให้ต้องไปพูดที่เขตห้วยขวางก่อน ให้แม่ค้าเข้าไปใช้พื้นที่สนามกีฬาการเคหะฯ เพราะปล่อยให้เป็นแหล่งมั่วสุม ให้พวกจักรยานยนต์เข้าไปจอด นายกัณตภณ ได้ตอบกลับว่า “จะขอรับฟังไว้ก่อน” โดยแม่ค้าพูดต่อว่า “รับฟังอีกแล้ว ถ้าทำไม่ได้ทีหลังเราจะได้จำไว้ ที่บ้านเราก็พร้อมที่จะยกคะแนนให้ แต่ถ้าทำอะไรให้เราไม่ได้ เราก็ไม่เลือก” นายกัณตภณ จึงบอกว่า “ด้วยอำนาจตอนนี้ สภาฯ ยุบแล้วเลือกตั้ง หากไปทำอะไรเกินก็จะผิดกฎหมายเลือกตั้ง”
...
หลังการลงพื้นที่ นางสาวศิริกัญญา ให้สัมภาษณ์ว่า บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปด้วยดี ได้รับการตอบรับจากประชาชนค่อนข้างมาก เนื่องจากผู้สมัครของพรรคได้ทำงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนการยุบสภาฯ ทำให้ประชาชนยังจดจำและเรียกชื่อผู้สมัครได้
ก่อนระบุต่อไปว่า ระหว่างการลงพื้นที่ประชาชนที่เข้ามาทักทายส่วนใหญ่ได้สะท้อนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะปัญหาในแฟลตดินแดง รวมถึงประเด็นด้านสังคมต่าง ๆ ซึ่งการรับฟังเสียงสะท้อนและข้อร้องเรียนเหล่านี้ ถือเป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของ สส. ในพื้นที่ ทั้งงานด้านนิติบัญญัติ งานในสภาฯ และงานด้านสังคมที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แม้บางปัญหาจะสามารถแก้ไขได้ทันที และบางปัญหายังต้องใช้เวลา แต่พรรคเข้าใจถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ สส. และได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงบรรยากาศการหาเสียงของแกนนำพรรคประชาชนที่มักถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นทหารและการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะกระทบต่อภาพลักษณ์พรรคและการหาเสียงหรือไม่ นางสาวศิริกัญญา ตอบว่า ประเด็นลักษณะนี้มีฟีดแบ็กเข้ามาเป็นระยะ ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงการเลือกตั้งปี 2566 พรรคประชาชนพยายามทำความเข้าใจและรับมือด้วยสติ มีการอธิบายเหตุผลให้ประชาชนเข้าใจ แม้จะได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่พรรคเคารพในความเห็นที่แตกต่าง และมีเจตนาที่จะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติของทุกการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ นางสาวศิริกัญญา ยังกล่าวถึงกรณีที่บางพรรคการเมืองหยิบยกประเด็นชายแดน ทหาร และนโยบายมาตรา 112 มาเป็นจุดเด่นในการหาเสียง ขณะที่พรรคประชาชนกลับถูกโจมตีและตั้งคำถามในประเด็นดังกล่าว โดยยอมรับว่าในช่วงใกล้การเลือกตั้งอาจมีการสร้างกระแสหรือการตัดต่อคลิปโจมตีพรรค ซึ่งบางส่วนเข้าข่ายเป็นข่าวปลอม อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ยังพบว่ามีประชาชนเข้ามาให้กำลังใจ หลังติดตามข่าวกรณี สส. ของพรรคถูกทำร้ายร่างกาย และมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
ขณะเดียวกัน นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า ไม่ได้รู้สึกเสียเปรียบทางการเมือง แต่รู้สึกเสียดายโอกาสและสมาธิในการสื่อสารนโยบายของพรรค เนื่องจากต้องใช้เวลาตอบคำถามในประเด็นที่ถูกโจมตี แทนที่จะได้พูดถึงนโยบายและสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากพรรคได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งวันนี้พรรคได้มีการนำเสนอนโยบายบางส่วนให้ประชาชนรับฟังแล้ว
สำหรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนกรุงเทพฯ ประชาชนในเมืองได้รับผลกระทบจากปัญหาหลายด้าน ทั้งฝุ่นละออง PM2.5 และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งพรรคมีนโยบายแก้ไขในระดับรัฐบาล ไม่ใช่เพียงในอำนาจของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 ซึ่งคนกรุงเทพฯ จำนวนมากไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดมลพิษ จำเป็นต้องใช้กลไกของรัฐบาลในการป้องกันการเผาในภาคเกษตร เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเมืองหลวง
ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนยังมีนโยบายลดค่าครองชีพ ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าโดยสาร และค่าเช่าที่อยู่อาศัย โดยเสนอแนวทางค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าในอัตราที่สมเหตุสมผล เดินทางได้ตลอดสายไม่เกิน 45 บาท รวมถึงนโยบายช่วยเหลือค่าเช่าที่อยู่อาศัยเดือนละ 1,000 บาท สำหรับประชาชนที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง
นอกจากนี้ นางสาวศิริกัญญา ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ปัญหาของคนกรุงเทพฯ มีความหลากหลาย และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่พรรคประชาชนเสนอภาพรวมนโยบาย ทั้งด้านค่าครองชีพและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยจากการลงพื้นที่ตลาด พบว่าพ่อค้าแม่ค้ายังคงกังวลเรื่องเศรษฐกิจซบเซา และเชื่อว่าประชาชนไม่สามารถตัดสินใจจากนโยบายเพียงข้อเดียว
ส่วนกระแสการนำประเด็นค่านิยมหรือสถานการณ์ชายแดนมาใช้ในการหาเสียง นางสาวศิริกัญญา ยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่ได้มีความกังวล เนื่องจากสามารถอธิบายและตอบคำถามของประชาชนได้ และจากการลงพื้นที่ที่ผ่านมา ยังไม่พบว่าประชาชนสะท้อนว่าประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาแต่อย่างใด.