“เอกนัฏ” เผย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อม “สีหศักดิ์-ศุภจี” เตรียมจัดคิวร่วมขบวนหาเสียง รับสนามกทม.งานหิน เชื่อ ยังเป็นตลาดเปิด รอคนตัดสิน หลังกระแส ประชาธิปัตย์แข่งพรรคประชาชน แค่ 2 พรรค


วันที่ 4 ม.ค. 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก อดีต สส. บางพลัด บางกอกน้อย และหมวดตรี ศุภิกา พัฒน์ธนันภู (หมวดพลอย) ผู้สมัคร สส.เขต 32 นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง (อาร์ท ถึงแก่น) ผู้สมัคร สส.เขต 33 ลงพื้นที่ตลาดวังหลัง หาเสียงกับบรรดาพ่อค้า-แม่ค้า และประชาชนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของ

แม่ค้าฝากให้กลับมาใช้หนี้

โดยระหว่างการเดินหาเสียงมีบรรดาแม่ค้า ตะโกนบอกว่าอยากได้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมา เพราะทำให้เศรษฐกิจการค้าการขายดีขึ้นมาก ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ครั้งที่ผ่านมาทำให้ตัวเองขายของได้ ซึ่งหากโครงการคนละครึ่งกลับมาก็จะทำให้ตลาดกลับมาคึกคัก

ขณะที่แม่ค้าอีกรายบอกว่าอยากให้นายเอกนัฏ ฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่ายังติดหนี้พี่น้องประชาชนอยู่จำนวน 2,400 บาท จึงอยากให้กลับมาใช้หนี้เพราะที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดี ตลาดคึกคักอย่างมาก โดยบอกว่าการทำโครงการแบบนี้ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

เชื่อชาวบ้นต้องการคนละครึ่งพลัส

นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พบว่าประชาชนต้องการโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับมาดำเนินการโครงการนี้ต่อ เพราะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต และเป็นการดำเนินการที่มีความรับผิดชอบไม่ใช่นโยบายประชานิยมแบบฟรี

...

ส่วนโอกาสที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะลงพื้นที่หาเสียงในกรุงเทพมหานคร นั้น นายเอกนัฏ ระบุว่าจะมีเซอร์ไพรส์อย่างแน่นอน เรียกร้อง และไม่ใช่แค่นายอนุทิน เพราะประชาชนจึงเรียกร้องถึงนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ โดยทางพรรคได้มีการพูดคุยกันและจัดคิวในการลงพื้นที่ รัฐมนตรีในช่วงที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี


เชื่อ กทม. ยังเป็นตลาดเปิด

เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องมองว่าพรรคไหนน่ากลัว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องให้เกียรติทุกพรรค โดยจากสถานการณ์แล้วกรุงเทพมหานครเป็นตลาดเปิด และหลายพรรคมีโอกาสที่จะช่วงชิง สส.ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่เหลืออีกไม่ถึงเดือน พรรคภูมิใจไทยก็มั่นใจว่ามีนโยบายที่ดี และมีผู้สมัครที่พร้อมอาสามาทำงานในกรุงเทพ ซึ่งเคยประกาศไปแล้วว่าหากพรรคภูมิใจไทยเข้ามานอกจากจะได้โครงการคนละครึ่งพลัสและการสร้างรั้วชายแดน ทหารอาสา ก็จะมีมือดี และคนมาทำงานรองนายกฯ ในกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่คนกรุงเทพเชื่อถือได้ เพื่อทำงานกู้วิกฤตเศรษฐกิจ

ประกาศสู้สุดซอย

ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคประชาชนจะถือว่าเป็นงานยากของภูมิใจไทยในการตีตื้นทำคะแนนในกรุงเทพมหานครหรือไม่ นายเอกนัฏ ระบุว่า ส่วนตัวเคยเผชิญกับความท้าทายทุกรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือการทำงานที่ผ่านมา ดังนั้นไม่มีซอยไหนที่จะหยุดเดิน และจะนำทีมผู้สมัครสู้ให้สุดซอยในเวลาที่เหลือ ตนยังพูดไม่ได้ว่าจะกวาดได้กี่ที่นั่ง เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมี สส. ในกรุงเทพ แต่จากประสบการณ์ 15 ปีของตนเองเห็นว่าครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เสียงตอบรับที่ดีขึ้น เพราะผู้สมัครทุกคนมีความตั้งใจ และพยายามปรับตัวทำนโยบายให้ดีขึ้น เพื่อให้ถูกใจคนพื้นที่กรุงเทพ และยังมีการเฟ้นหามืออาชีพมาช่วยทำงาน เพื่อให้ทุกคนถูกใจ และมีความไว้ใจพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น ในวันนี้จะทำให้เต็มที่

เชื่อคนกทม.ยังไม่ตัดสินใจ

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดผลสำรวจภายในพรรคพบว่ามีคะแนนนิยมดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยได้มีการทำผลสำรวจในช่วงเริ่มต้นการหาเสียงแล้วหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ผลโพลอาจจะเกิดจากการทำกันเอง ก็ไม่เป็นไร แต่ตนและ ดร.รัชดา ในฐานะที่เคยเป็น สส.กทม. เท่าที่ประเมินคือประชาชนในกรุงเทพยังไม่ได้ตัดสินใจจะเลือกพรรคใด พร้อมขอเชิญชวนประชาชนว่าก่อนที่จะตัดสินใจให้ดี ต้องคิดไตร่ตรองให้ดี ว่าจะเลือกใคร โดยเฉพาะเมื่อเลือกไปแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้หรือไม่ หรือจะได้รัฐบาลที่ไว้ใจเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังมีสงครามต่อสู้อยู่ตามแนวชายแดน มีทหารที่ต้องเสียสละ ดังนั้นทุกหนึ่งเสียงมีค่าว่าทางประเทศไทยเดินไปในทิศทางไหน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนอย่างมาก

มั่นใจผู้สมัคร ภท.ใจสู้

นอกจากนี้นายเอกนัฏ ยังระบุถึงตัวผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย ว่าทุกคนมาด้วยใจที่สู้ เพราะภูมิใจไทยไม่เคยมี สส. ในกรุงเทพ ครั้งนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม แม้หลายคนจะหน้าใหม่ แต่มีประสบการณ์ทั้งหมด ดังนั้นแม้ที่ผ่านมาจะแพ้ แต่ไม่ใช่ว่าจะยอม ทุกคนมีหัวใจสู้และพร้อมชนกับทุกปัญหา ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือทุกคนจะต้องขยันลงพื้นที่ และตนก็ได้กำชับให้ส่งการบ้านในการลงพื้นที่มากกว่าคนอื่น เอาความตั้งใจเข้าแลกที่สุด โดยสูตรที่สำเร็จที่สุด ไม่ต้องซับซ้อน ไม่ต้องคิดมาก แต่ต้องเป็นการสื่อสารถึงความจริง เสียสละ เมื่อลงเป็นผู้สมัครของพรรคแล้วก็ต้องปล่อยพลังให้เต็มที่ ให้ประชาชนสัมผัสพลังได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งตนเองมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัคร เพราะเป็นคนคัดมาเองกับมือ

อนุทิน กำชับ กทม.ให้ขยันเป็นพิเศษ

ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคก็ได้มีการกำชับตนในฐานะแม่ทัพ กทม. ว่าให้ขยันเป็นพิเศษ เพราะสนามนี้เป็นสนามที่ท้าทายกับทุกพรรค ดังนั้นหากอยากประสบความสำเร็จ คนอื่นเดิน 1 ชั่วโมง ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยจะต้องเดิน 3 ชั่วโมง พรรคอื่นเดินหนึ่งวันเราต้องเดินสามวัน และในชีวิตตนเองเคยเดินมาแล้ว สูตรสำเร็จคือต้องสู้ให้เต็มที่ ลุยให้เต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้