คณะรณรงค์ประชามติ พรรคเพื่อไทย เชิญชวนประชาชนลงทะเบียน ออกเสียงประชามตินอกเขต-นอกราชอาณาจักร 3–5 ม.ค. 2569 แนะ กกต. ขยายเวลาลงทะเบียน พร้อมเสนอจัดคูหาแบบเดินต่อเนื่อง ป้องกันประชาชนสับสน
วันที่ 3 มกราคม 2569 คณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านต่างจังหวัด แต่ไม่สะดวกเดินทางกลับภูมิลำเนาในวันออกเสียงประชามติ รวมถึงผู้มีสิทธิออกเสียงนอกราชอาณาจักร และกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการและผู้สูงอายุ ให้เร่งลงทะเบียน “ออกเสียงประชามตินอกเขต” ระหว่างวันที่ 3–5 มกราคม 2569 เพื่อให้สามารถไปใช้สิทธิได้ในพื้นที่ที่ตนพักอาศัยอยู่
คณะกรรมการฯ ระบุว่า ประชาชนจำนวนมากอาจสับสนระหว่าง “การเลือกตั้งล่วงหน้า” กับ “การออกเสียงประชามติ” โดยการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตนั้นสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 20 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 และไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 แต่สำหรับประชามติ ไม่สามารถใช้สิทธิล่วงหน้าได้ และกำหนดให้ออกเสียงเพียงวันเดียว คือ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนั้นผู้ที่ไม่ลงทะเบียนประชามตินอกเขตไว้ หากต้องการใช้สิทธิในวันดังกล่าว จำเป็นต้องกลับไปใช้สิทธิที่หน่วยเลือกตั้งตามทะเบียนบ้านของตน คณะกรรมการฯ จึงขอเสนอต่อประชาชนและ กกต. ว่า
...
1. เชิญชวนประชาชนลงทะเบียน “ออกเสียงประชามตินอกเขต” ให้ทันกำหนด พร้อมเสนอ กกต.ขยายเวลามากกว่า 3 วัน
คณะกรรมการฯ ย้ำว่า ระยะเวลา “3 วัน” สำหรับการลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตมีความสั้นมาก จึงขอเชิญชวนประชาชนที่ทำงาน เรียน หรือพักอาศัยอยู่นอกภูมิลำเนา เร่งตรวจสอบสิทธิและลงทะเบียนให้ทันกำหนด เพื่อไม่พลาดโอกาสในการมีส่วนร่วม
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่า การกำหนดให้ลงทะเบียนเพียง 3 วันซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลปีใหม่ อาจทำให้ประชาชนจำนวนมากดำเนินการไม่ทัน จึงเสนอให้ กกต.ขยายระยะเวลาการลงทะเบียนออกไป
2. เตือน กกต. ต้องเร่งสื่อสารให้ชัด ไม่ไปใช้สิทธิประชามติอาจถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองหลายประการ
คณะกรรมการฯ ระบุว่า กกต. ควรเร่งชี้แจงและทำความเข้าใจต่อประชาชนทั่วประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่า หากผู้มีสิทธิไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไปดำเนินการที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ถึงวันออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. 2569 กลับไม่ได้ไปออกเสียงประชามติ และไม่ได้แจ้งเหตุอันสมควร อาจเข้าข่ายกระทบสิทธิทางการเมืองตามกฎหมาย ซึ่งจะทำให้มีประชาชน “เสียสิทธิ” จำนวนมากโดยไม่รู้ตัว
คณะกรรมการฯ ระบุในแถลงข่าวว่า ความเสี่ยงดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งและการเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองในหลายระดับ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและท้องถิ่น ซึ่งจะถูกจำกัดเป็นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด จึงเห็นว่า กกต.ต้องสื่อสารเชิงรุกและสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจและเตรียมตัวได้ถูกต้อง ไม่ตกหล่นเพราะความเข้าใจผิด
3. ขอให้ กกต. จัดคูหาเลือกตั้งแบบเดินต่อเนื่องจากเลือก สส. สู่ประชามติ ป้องกันประชาชนสับสนจนกลับก่อน
คณะกรรมการฯ แสดงความกังวลต่อการจัดหน่วยในวันออกเสียง หากหน่วยเลือกตั้งและหน่วยออกเสียงประชามติถูกจัดแยกห่างหรือมีขั้นตอนซับซ้อน ประชาชนจำนวนหนึ่งอาจไปลงคะแนนเลือกตั้งเสร็จแล้ว “กลับบ้าน” โดยไม่ทราบว่าต้องไปอีกจุดหนึ่งเพื่อออกเสียงประชามติ ส่งผลให้จำนวนผู้มาใช้สิทธิประชามติลดลงอย่างมาก ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญระดับประเทศ
ล่าสุด กกต. ชี้แจงว่า การใช้สิทธิ เลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติในวันเดียวกัน จะดำเนินการต่อเนื่องในที่เลือกตั้งเดียวกัน โดยแสดงตนและลงลายมือชื่อเพื่อรับบัตรเลือกตั้ง สส. 2 ใบ เข้าคูหากาและหย่อนหีบให้เสร็จก่อน แล้วจึงเดินไปยัง “จุดถัดไป” ภายในที่เลือกตั้งเดียวกัน เพื่อแสดงตน/ลงชื่ออีกครั้ง รับบัตรออกเสียงประชามติ 1 ใบ เข้าคูหาออกเสียงประชามติ และหย่อนหีบบัตรประชามติ ก่อนออกจากที่เลือกตั้งตามทางออกที่กำหนด
คณะกรรมการฯ จึงเสนอแนวทางให้ กกต.แจ้งย้ำไปยัง กกต.เขตและคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งให้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนและกำหนดทางเดินของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งให้ต่อเนื่องไปจนถึงการออกเสียงประชามติ เพื่อมิให้มีการออกนอกทางเดินก่อนลงคะแนนออกเสียง
คณะกรรมการฯ ระบุด้วยว่า จะหารือและเสนอข้อคิดเห็นต่อ กกต.เพิ่มเติมหลังช่วงปีใหม่ พร้อมย้ำว่า กกต.ในฐานะหน่วยงานจัดการออกเสียงควรแสดงความจริงใจในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยจัดระบบให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริง และมีความสะดวกในการใช้สิทธิสูงสุด
ท้ายที่สุด คณะกรรมการฯ ย้ำหลักการสำคัญของการออกเสียงประชามติว่า “การลงประชามติคือการใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงของประชาชนเจ้าของอำนาจ จึงต้องทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด”