เพื่อไทย ไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 ชี้หลังลงพื้นที่ประชาชนตอบรับดี “ยศชนัน-จุลพันธ์” พร้อมเดินหน้าผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาดต่อ หากกลับมาเป็นรัฐบาล

เมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 2 มกราคม 2569 ที่สวนลุมพินี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์หลังนำทีมพรรคเพื่อไทย มาวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมพินี ถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองเริ่มส่งสัญญาณจะจับมือทางการเมือง พรรคเพื่อไทยจะจับขั้วกับพรรคใดบ้างว่า ตนคิดว่าประเด็นนี้ประชาชนเริ่มมองเห็นแล้วว่าการจับขั้วในตอนนี้อาจจะเร็วเกินไป แต่สิ่งที่สำคัญมากคือเรามองประชาชนเป็นที่ตั้ง เราพยายามที่จะเดินทางไปพูดคุยกับผู้คนว่ามีปัญหาเดือดร้อนแค่ไหน เพื่อนำมาเป็นแนวนโยบายที่จะส่งไปถึงประชาชน ซึ่งพรรคการเมืองแต่ละพรรคมีแนวนโยบายที่แตกต่างกัน ซึ่งหากพรรคการเมืองใดไม่ได้มีประเด็นนโยบายที่ไม่ไปทางเดียวกัน ก็สามารถจับได้ทุกขั้ว

ส่วนถามว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ปิดตาย หากพรรคไหนนำนโยบายพรรคไปปฏิบัติก็สามารถจับมือกันได้ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ใช่ และมีอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนพยายามบอกว่าพรรคเพื่อไทยเป็นอันดับสาม เรายังไม่ค่อยจะเต็มใจตอบ เพราะเมื่อเราลงพื้นที่ก็ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนหลายคน จึงมองว่านโยบายเราจะเป็นตัวตั้ง การเมือง และต้องมาดูว่าพรรคการเมืองไหน สามารถที่จะจัดทำนโยบายพรรคเพื่อไทยทำได้ และเปิดกว้างหากพรรคการเมืองอื่นมีนโยบายที่ดีและสอดรับ เราก็พร้อมที่จะทำ

...

ส่วนเงื่อนไขการจับมือของพรรคเพื่อไทยต่อประเด็นมาตรา 112 ยังเหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า เงื่อนไขการจับมือคือต้องดูนโยบาย ทุกอย่างอยู่ในนโยบายหมด รวมถึงเรื่องที่ถามก็เป็นนโยบาย

นายยศชนัน ยังได้พูดถึงนโยบายด้านสวนสาธารณะ และสุขภาพว่า ต้องพูดถึงเรื่องของการลดรายจ่ายก่อน เพราะร่วม 10% ของ GDP เป็นเรื่องของสุขภาพที่ไม่ดี โดยการดูแลเรื่องค่ารักษา คือเรื่องของปลายทาง ซึ่งเราพยายามแก้ปัญหาที่ต้นทาง ทั้งนี้เราพบว่า ประมาณ 64% เราสามารถป้องกันที่จะเกิดโรคได้ จึงอยากเชิญชวนทุกคนออกกำลังกาย เพื่อการดูแลร่างกาย

ส่วนเรื่องสวนสาธารณะ และสภาพอากาศ พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นของสมาชิกวุฒิสภา แต่ยังไม่สุดทาง ซึ่งเราจะผลักดันเรื่องนี้ และกฎหมายลูกต่อไป เพราะอากาศเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี และเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจอีกด้วย การที่อากาศมีปัญหาทำให้ชีวิตข้างนอก ทุกคนไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ ดังนั้นอากาศสะอาดจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน โดยการแก้ปัญหาหลายภาคส่วน จะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถขึ้นรถไฟฟ้าและขึ้นรถเมล์ได้ ซึ่งต้องมีการลดค่าใช้จ่าย รถเมล์ 10 บาท รถไฟฟ้า 20 บาท จะช่วยลดค่าใช้จ่าย และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

เมื่อถามว่า ระหว่างที่วิ่งประชาชนมีการสะท้อนอย่างไรบ้างนั้น นายยศชนัน กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องหลักที่เข้ากับนโยบายของพรรคเพื่อไทย อย่างที่สวนสาธารณะ เรื่องปากท้องเป็นเรื่องที่นำมาพูดคุยกันที่นี่ บางส่วนมีการพูดคุยเรื่องการใช้ชีวิต อย่างผู้สูงอายุเมื่อเจอกับคนต่างรุ่นก็มีการพูดคุยแนะนำกัน ซึ่งในส่วนของสวนสาธารณะ เป็นเรื่องที่พูดคุยกันมาตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ ซึ่งตอนนั้นเป็นการปราศรัยในสวนสาธารณะ ดังนั้นสวนสาธารณะจะเป็นจุดศูนย์รวมที่เวลามีคนมีความเครียดก็จะมารวมกันอยู่ที่นี่ ดังนั้นการที่เราทำให้สวนสาธารณะในจังหวัดต่างๆดี ซึ่งตรงนี้จะเป็นศูนย์รวม และทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การที่เราทำการผลักดันให้สตรีทฟู้ดโดยการหาที่ขายให้ ก็เป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคเพื่อไทย และไม่ใช่เพียงแค่ใน กทม. แต่หาก กทม. ทำได้จังหวัดอื่นก็ต้องทำได้เช่นกัน

ด้านนายจุลพันธ์ ได้กล่าวถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ว่า ก่อนหน้านี้มีโอกาสได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แต่ยอมรับว่า กระบวนการของกรรมาธิการ ใช้เวลาค่อนข้างนานถึง 2 ปี มีการปรับแก้ และสุดท้ายเข้ามาในสภา แม้เราเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากก็ใช้เวลาเป็นเดือน จนกระทั่งผลักดันจนผ่านกระบวนการเข้าไปสู่ชั้น สว. แล้ว แต่เมื่อมีการยุบสภา ทำให้ตัวกฎหมายนั้นติดขัด ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะผลักดันตัวกฎหมายหรือไม่ แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า หากได้กลับมาเป็นรัฐบาล ยืนยันที่จะผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้แล้วเสร็จในสมัยถัดไปให้ได้ เพราะจะเป็นเครื่องยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการได้รับอากาศบริสุทธิ์

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ค่อนข้างสูง ซึ่งกลไกในการดำเนินการของพรรคเพื่อไทยชัดเจนมาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่า ไม่เพียงพอที่จะมาหยุดยั้งการเผาภายในประเทศ ซึ่งก็ต้องพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการเผาในปัจจุบันเริ่มจากประเทศใกล้เคียง และเข้ามายังประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการเผาในภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม โดยในกฎหมายจะมีการกำกับว่า ผู้เผาจะต้องเป็นผู้จ่ายเพื่อนำมาชดเชย และแก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าในการผลักดันต่อไป