ป.ป.ช. พบ ปปง. หาข้อมูลเจ้าหน้าที่รัฐ -นักการเมือง โยงยึดทรัพย์ “แก๊งสแกมเมอร์” 1 หมื่นล้านบาท พร้อมหารือแนวทางบูรณาการข้อมูลร่วมกันในการตรวจสอบบุคคลที่มีสถานภาพการเมือง


เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายธนิต สุวรรณากาศ ผอ.กลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว 1 พร้อมเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เข้าหารือกับเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อหารือและประสานข้อมูล กรณี ปปง. มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ข้ามชาติ กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อขอทราบข้อมูลหรือรายละเอียดว่า

1. มีเจ้าพนักงานของรัฐ มีส่วนร่วมหรือช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกแก่กลุ่มสแกมเมอร์ข้ามชาติ หรือไม่ อย่างไร เพื่อสำนักงาน ป.ป.ช. จะได้ดำเนินการตรวจสอบตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

2. หารือแนวทางบูรณาการข้อมูลร่วมกันในการตรวจสอบเจ้าพนักงานของรัฐ ที่มีสถานภาพทางการเมือง ตามประกาศสำนักงาน ปปง. เรื่องบุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง พ.ศ.2568

3. หารือแนวทางการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับเจ้าพนักงานของรัฐ ที่ประชาชนหรือสื่อมวลชนให้ความสนใจ

นายพัฒนพงศ์ บอกว่า การหารือครั้งนี้ ป.ป.ช. ได้ขอข้อมูลเชิงลึกว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดเข้าไปมีส่วนร่วม เอื้อประโยชน์ หรืออำนวยความสะดวกให้กลุ่มสแกมเมอร์หรือไม่ เพื่อให้ ป.ป.ช. สามารถขยายผลตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังวางแนวทางบูรณาการข้อมูลร่วมกัน เพื่อใช้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าข่ายเป็น “บุคคลที่มีสถานภาพทางการเมือง” ตามประกาศ ปปง. ปี 2568 รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลหรือข้อร้องเรียนที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจ

...


นายพัฒนพงศ์ ระบุว่า การทำงานร่วมกันระหว่าง ป.ป.ช. และ ปปง. จะใช้กฎหมายของทั้งสองหน่วยงานควบคู่กัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทั้งในเชิงรุกและเชิงลึก พร้อมเปิดรับข้อมูลจากสื่อและประชาชน เพื่อเร่งสกัดปัญหาทุจริตให้ทันท่วงที


นายพัฒนพงศ์ ยังได้ชี้แจงบทบาทของ ป.ป.ช. ว่าจะตรวจสอบเส้นทางการเงินและเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงิน ไม่ว่าจะเป็นระดับปฏิบัติการหรือระดับนโยบาย หากพบว่ามีการใช้อำนาจมิชอบ หรือเอื้อประโยชน์ จะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่รัฐมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ป.ป.ช. สามารถไต่สวนเรื่อง "ร่ำรวยผิดปกติ" ได้ รวมถึงการตรวจสอบภาพถ่ายกับบุคคลตามข่าว ซึ่งภาพถ่ายเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ถูกกล่าวหาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น จะต้องดูพฤติการณ์ว่ามีการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบหรือไม่ โดยไม่ต้องรอเจ้าทุกข์แจ้งเรื่องร้องเรียน ทางป.ป.ช. ทำหน้าที่แทนรัฐ สามารถเริ่มไต่สวนได้ทันที หากมีเหตุอันควรสงสัย ไม่จำเป็นต้องรอให้มีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ


ด้านนายวิทยา ได้กล่าวถึงความคืบหน้าการยึดอายัดทรัพย์ และการขยายผลสู่เจ้าหน้าที่รัฐ

ของคดี 1 หมื่นล้าน ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอน "ยึดและอายัดชั่วคราว" กำหนดระยะเวลา90 วันโดยเจ้าของทรัพย์มีเวลา 30 วันในการเข้ามาชี้แจงที่มาของทรัพย์สิน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือจากปปง. หากชี้แจงไม่ได้ ทางปปง.จะส่งเรื่องให้อัยการฟ้องศาลเพื่อให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน หรือนำมาเฉลี่ยทรัพย์คืนให้ผู้เสียหาย


ส่วนการตรวจสอบความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ นายวิทยา บอกว่า เบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงชัดเจน แต่กำลังขยายผลดูเส้นทางการเงินว่ามีส่วนไหนที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปรู้เห็นเป็นใจ หรืออำนวยความสะดวกในการโอนย้ายถ่ายเทหรือไม่ 


ส่วนกรณีภาพถ่ายคนดังกับผู้ถูกกล่าวหา นายวิทยา ยอมรับว่าเป็น "จุดเริ่มต้น" ของการตรวจสอบความสัมพันธ์ แต่ลำพังแค่ภาพถ่ายยังบอกไม่ได้ว่าผิด ต้องพิสูจน์ทราบถึง "ความสัมพันธ์เชิงลึก" และธุรกรรมทางการเงิน พร้อมยืนยันว่าหน่วยงานรัฐสงสัยเช่นเดียวกับประชาชน และขอเวลาตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย


ถามต่อว่าจะต้องเรียกบุคคลเหล่านั้น เข้ามาชี้แจง และตรวจสอบหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า จะเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาตรวจสอบถึงความสัมพันธ์ โดยปปง. ระบุว่าภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถชี้ชัดความผิด จะต้องมีปัจจัยอื่นๆ ถึงจะมีความเป็นธรรมกับทุกคน ซึ่งจะต้องตรวจสอบเชิงลึกว่ามีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินมากน้อยเพียงใด


เมื่อถามถามการโยกย้ายทรัพย์สิน นายวิทยา ยอมรับว่าข่าวรั่วนานแล้ว คนผิดอาจโยกย้ายทรัพย์ไปบ้าง แต่ ปปง. ใช้มาตรการ "มีเหตุอันควรเชื่อ" เข้ายึดทรัพย์ไว้ก่อน ซึ่งยอด 1 หมื่นล้านบาทถือว่ามากและเป็นรูปธรรม


การตรวจสอบเรื่องนี้มีความกังวลว่าจะไม่ถึงตัวการใหญ่ นายวิทยา บอกว่า ขอให้รอดูเพราะทุกอย่างเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนใครจะปรามาสอย่างไรขอให้รอดูบทสรุป ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย


สุดท้ายจะเป็น "มวยล้มต้มคนดู" หรือไม่ หรือมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปก่อนหน้าที่จะมีการยึดและคืนในที่สุด นายวิทยา ระบุว่า ขอให้รอดู ผลการปฏิบัติ 


ส่วนกรณีที่กระทรวงดีอีฯ ได้ทำ MOU ร่วมกับบริษัทเอกชนในสิงคโปร์ นั้น นายวิทยา บอกว่า เรื่องนี้จะต้องมีการติดตามสืบสวนสอบสวนให้เกิดความชัดเจนก่อนว่าเป็นโครงการดำเนินการอย่างไรบ้าง  เพราะในกระบวนการโดยปกติจะต้องมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่จะต้องดูในขั้นตอนการดำเนินการว่าทำถูกต้องหรือไม่ และรู้เห็นเป็นใจให้กับกลุ่มบุคคลเหล่านี้หรือไม่ นอกจากนี้ กรณีที่เคยมีกระทรวงหน่วยงานใดของไทย หรือบริษัทนิติบุคคลใดได้เคยทำโครงการ หรือสัญญาการจ้างกับนายเบน สมิธ หรือบริษัทของนายเบน สมิธ นั้น เราก็จะดำเนินการตรวจสอบย้อนหลังเช่นเดียวกัน โดยระยะเวลาการย้อนหลังไปตรวจสอบ ก็จะยึดตามอายุความทางกฎหมาย คือ 10 ถึง 15 ปี