กมธ. สภาฯ แฉผู้รับเหมาสร้างทางใต้ดินถนนสามเสนไม่ให้เกียรติ" ส่งแค่ จนท. ความปลอดภัยแจง จี้ รัฐบาลระวัง "หลักฐานจะหายไปกับสายน้ำ"


วันที่ 9 ตุลาคม 2568 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการประชุมว่า กรรมาธิการฯ ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างทางรถไฟใต้ดินบริเวณถนนสามเสนมาชี้แจงแล้ว 3 ครั้ง แต่ผู้รับจ้างกลับส่งตัวแทนที่ไม่ใช่ระดับบริหารมา ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามสำคัญได้อย่างครบถ้วน ถือเป็นการไม่ให้เกียรติกรรมาธิการฯ อย่างมาก

นายศุภณัฐยังตำหนิหน่วยงานผู้ว่าจ้างคือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่มีอำนาจกลับไม่ดำเนินการบังคับให้ผู้รับเหมามาชี้แจงต่อสังคม และกรรมาธิการฯ มีประเด็นสำคัญที่ยังขาดความชัดเจนหลายเรื่อง ทั้งรายละเอียดของโครงการ วงเงินประกัน 1.94 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมความเสียหายอย่างไรบ้าง ใครจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนตึก สน.สามเสน และค่าใช้จ่ายของประชาชนรอบพื้นที่

ด้านนายพชร จันทรรวงทอง โฆษกกรรมาธิการฯ ระบุว่า ข้อมูลหลายอย่างที่รับทราบมาจากแหล่งข่าวเป็นที่น่าสงสัยว่าคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบหลังเกิดเหตุผ่านไป 2 สัปดาห์ ยังไม่มีการประชุมแม้แต่ครั้งเดียว

ขณะที่นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กทม. พรรคประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ บอกว่า รู้สึกผิดหวังต่อสัดส่วนคณะกรรมการตรวจสอบที่นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งขึ้นมา เนื่องจากสัดส่วนจากภาคประชาชนมีเพียง 2 ใน 11 คน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะสร้างความโปร่งใสและน้ำหนักในการตรวจสอบ ซึ่งสิ่งที่ต้องกู้คืนโดยเร็วคือความเชื่อมั่นของประชาชน และอยากเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการจากภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างอุโมงค์ใต้ดินจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อป้องกันความไม่ไว้วางใจในโครงการในอนาคต

...

นายศุภณัฐกล่าวเสริมอีกว่า กรรมาธิการฯ พร้อมตรวจสอบเต็มที่แต่ต้องอาศัยแรงกดดันจากกระแสสังคม เนื่องจากเป็นที่ทราบดีว่าผู้รับเหมามีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคณะกรรมการตรวจสอบส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทย เมื่อเทียบกับตึก สตง. (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน) ที่มีการรีบตั้งคณะกรรมการสอบสวน ยังถือว่าไวกว่ากรณีนี้ แต่กรณีนี้กลับอ้อยอิ่ง ถามว่าหลักฐานจะเหลืออะไร ซึ่งหวั่นว่าหลักฐานต่างๆ จะหายไปกับสายน้ำ และกลายเป็นมวยล้มต้มคนดูจากการรวจสอบที่มีภาคประชาชนน้อย อาจเปิดช่องให้เกิดการเมืองแทรกแซงได้ง่าย.