“สรวงศ์” เลขาฯ พรรคเพื่อไทย รับมีโอกาส “ยุบสภา” หากไม่ได้เป็นรัฐบาล มอง “ภูมิธรรม” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ เสนอทูลเกล้าฯ ได้ ย้ำเสนอแคนดิเดตได้เพียง “ชัยเกษม นิติสิริ” ถามกลับอะไรที่ผิดคำพูด

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเปิดโต๊ะข่าว ทางสถานีโทรทัศน์ PPTV ในช่วงหนึ่งภายหลังการเจรจาของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนเมื่อวานที่ผ่านมา (31 สิงหาคม 2568) ว่า จากกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน เผยว่าการพูดคุยกันหลังบ้านไม่ถือว่าเป็นทางการ พวกเราให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะพรรคการเมือง ซึ่งจริงๆ จะเป็นตนในฐานะเลขาธิการพรรค นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และนางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรค ไปพูดคุยพร้อมกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อจะไปแจ้งอย่างเป็นทางการว่าเรารับข้อเสนอของพรรคประชาชน

ผู้ดำเนินรายการถามต่อไปว่ารับข้อเสนอทุกอย่างทุกข้อใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบว่า “ถูกต้องครับ 3 ข้อที่ทางพรรคประชาชนได้เสนอมาเรารับได้หมด ประกอบกับเมื่อวานนี้มีข้อเสนอของเราไปบวกด้วย ซึ่งเป็นข้อเสนอที่อยากเติมเต็มในสิ่งที่พรรคประชาชนเสนอมา แต่ทั้งหมดทั้งปวงเพื่อให้พิจารณา ถ้าไม่เห็นด้วยก็ไม่มีปัญหา”

ส่วนเรื่องคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง นายสรวงศ์ ระบุว่า เป็นเพียง 1 ใน 4 ข้อเสนอ ซึ่ง 3 ข้อเป็นเรื่องของการจัดตั้ง ส.ส.ร. การยุบสภาภายใน 4 เดือน ถ้าเราเดินการทำงานในสภาได้เร็วกว่านั้นก็จะยุบทันทีเมื่อขั้นตอนต่างๆ เหล่านั้นสำเร็จ สำหรับเรื่องของที่ดินอัลไพน์ อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของศาลแล้ว เราพูดคุยกันในเรื่องของคดีความ ซึ่งนายณัฐพงษ์ ก็พูดเช่นกันว่าไม่อยากให้เราระบุในเรื่องของคดี ต้องดำเนินการทุกคดี ซึ่งเราเห็นด้วย ไม่ได้มีอะไร

...

ขอพรรคประชาชนช่วยโหวตหนุน “ชัยเกษม”

เมื่อถามต่อไปว่าเหตุใดจึงไม่เชิญ นายเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ไปร่วมตกลงด้วย เนื่องจากจะเป็นผู้มีอำนาจหากได้รับการเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี นายสรวงศ์ กล่าวว่า เราเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง คนไปด้วยความตั้งใจที่จะไปแสดงความชัดเจนว่าเราพร้อมที่จะดำเนินการตามที่พรรคประชาชนเสนอ ตนเองมองว่าไม่ใช่เกมการเมืองอะไรทั้งสิ้น เราไปด้วยความให้เกียรติซึ่งกันและกันจริงๆ

ในคำถามว่า นายชัยเกษม ไม่สะดวกมาใช่หรือไม่ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ตอบว่า เมื่อวานนี้ท่านไม่สะดวก ติดภารกิจอยู่ พวกตนนัดกันกะทันหันมาก พยายามที่จะรวมตัวกันในช่วงเช้าเพื่อไปแสดงเจตจำนงที่พรรคประชาชน พร้อมมองว่าที่พรรคภูมิใจไทยเดินเกมเร็วอาจจะมีการคุยกันมาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ที่เห็นเป็นข่าว ที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไปร่วมทานอาหาร

“เราไม่คิดว่ามันจะมาถึงจุดนี้นะครับเอาตรงๆ แต่ในเมื่อมันมาถึงจุดนี้แล้วถ้าเราอยากจะเดินต่อ ณ ปัจจุบันไม่ว่าจะ scenario ไหนก็ต้องให้พรรคประชาชนเห็นชอบในการที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร”

นายสรวงศ์ ยังยืนยันด้วยว่า ชื่อที่ขอให้พรรคประชาชนมาร่วมโหวตคือนายชัยเกษม เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงชื่ออื่นมีความเป็นไปได้หรือไม่ อย่างเช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยนายสรวงศ์ ตอบทันทีว่า “ไม่มีครับ พล.อ.ประยุทธ์ นี่ไม่น่าจะมีเลยนะครับ เพราะว่ามันไม่ใช่ขั้นตอนง่ายๆ” เมื่อถามย้ำว่าเป็นไปไม่ได้เลยนะ นายสรวงศ์ ตอบอีกครั้งว่า “ครับ”

ถามกลับเพื่อไทยผิดคำพูดอะไร ถูกตราหน้าตระบัดสัตย์

ทางด้านประเด็นที่พรรคประชาชนเคยกล่าวว่าถ้าจะมารวมกับพรรคเพื่อไทยใหม่ได้ พรรคเพื่อไทยจะต้องขอโทษประชาชนก่อนที่เคยผิดคำพูด มีการคุยประเด็นนี้ในวงหารือวานนี้หรือไม่ นายสรวงศ์ เผยว่า ไม่มี ยืนยันชัดเจน และขอถามว่าอะไรที่เราผิดคำพูด ถ้าย้อนกลับไปคิดดีๆ ดูดีๆ เราแสดงเจตจำนงตั้งแต่วันแรกที่เราแพ้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าพรรคประกาศยอมรับว่าเราเป็นพรรคอันดับ 2 และพร้อมที่จะสนับสนุนผู้แทนหรือแคนดิเดตของพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี นพ.หมอชลน่าน ศรีแก้ว ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคขณะนั้นเป็นคนเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในสภาฯ 140 เสียงของพรรคเพื่อไทยโหวตให้นายพิธา แต่ว่า สว. ไม่โหวตให้

ในครั้งที่ 2 นายสุทิน คลังแสง เป็นคนเสนอชื่อนายพิธา แต่ก็ถูกบอกว่าตามข้อบังคับแล้วไม่สามารถเสนอชื่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ 2 ครั้ง แต่พวกตนก็โหวตให้ สรุปแล้วโหวตแพ้ ต่อมาก็มีการเสนอว่าอย่างนั้นเรายังไม่ต้องตั้ง รอไป 10 เดือนให้ สว.หมดวาระ อันนี้เป็นสิ่งที่พวกตนก็บอกว่าประเทศชาติรอแบบนั้นไม่ได้

“อันนั้นคือทำให้พวกผมกลายเป็นคนตระบัดสัตย์ทันทีถูกไหมครับ ผมก็เลยขอให้ทุกท่านลองย้อนคิดกลับไปดูว่าในเรื่องของการตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นแบบนี้ แล้วก็ดูขั้นตอนในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมีความประสงค์ที่จะแก้รัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ผมว่าพี่น้องประชาชน และสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สส.พรรคประชาชน ทราบดีว่าเรามีความตั้งใจที่จะแก้อย่างไร แต่เราจะไม่โจมตีไปอีกพรรคหนึ่ง ซึ่งอีกพรรคก็ชัดเจนว่าเขาไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย 

ถามกลับไปหน่อยว่าพวกผมถูกตราหน้าว่าตระบัดสัตย์ ถูกตราหน้าว่าหักหลัง แต่ว่าทั้งหมดทั้งปวง เอาตรงๆ ผมก็มารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคหลังจากทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นไปหมดแล้ว แต่ในสิ่งที่พวกผมทำในวันนั้นผมก็เป็นคนหนึ่งที่โหวตให้คุณพิธา 2 ครั้ง เพราะฉะนั้นผมมองว่าความจริงใจถ้าถามจากผมนะ ผม 100%”

ต้องรับสภาพ หลังถูกมวลชนหนุน ปชน. ตะโกนใส่

ในคำถามว่าพรรคประชาชนเคยเสนอแก้ปัญหา สว. ด้วยการเอาพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาล จะได้ไม่ต้องไปพึ่งเสียง สว. แต่พรรคเพื่อไทยไม่เอา มีกรณีนี้เกิดขึ้นหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่าไม่มี และขอให้ย้อนกลับไปฟังสมาชิกพรรคภูมิใจไทยพูดในสภาฯ เขาไม่เอากันเอง วันที่คุยกันก็อยากให้รวมกันแต่เขาไม่เอา ตอนนั้นพรรคภูมิใจไทยประกาศไม่เอาพรรคก้าวไกล แล้วจะให้พวกตนทำอย่างไรลองย้อนกลับไปคิด ก่อนระบุต่อไปว่า ที่มาของเรามาจากน้ำเดียวกัน แต่จำเป็นต้องถูกแยกด้วยสถานการณ์ทางการเมือง ปัจจุบันมาถึงจุดๆ นี้ เป็นจุดที่พวกตนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเดินต่อ การเมืองโหดร้ายแต่ไม่คิดว่าจะโหดร้ายขนาดนี้ ทั้งนี้ส่วนตัวมั่นใจว่าเรา 100% มาโดยตลอดที่อยากตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล

พร้อมกันนี้ นายสรวงศ์ ยอมรับว่า ปฏิกิริยามวลชนที่สนับสนุนพรรคประชาชนค่อนข้างรุนแรง แต่เข้าใจทุกฝ่าย เข้าใจพี่น้องประชาชนว่าเวลารักใครชอบใครแล้ว เมื่อวานนี้ก็เป็นอะไรที่สะท้อนออกมาว่าเราต้องรับสภาพ แต่ก็ขอเรียนพี่น้องประชาชนว่าคำที่ใช้หรืออะไรต่างๆ ตนมั่นใจว่าเราก็ไม่ใช่โจรผู้ร้ายอะไร ไม่ได้เป็นคนที่แย่ขนาดที่เขาใช้คำพูด แต่ทั้งหมดทั้งปวงเป็นสิทธิ์ของพี่น้องประชาชน เราเป็นบุคคลสาธารณะก็ต้องรับให้ได้ ที่ผ่านมาไม่เคยมีพรรคอันดับ 2 มาหนุนพรรคอันดับ 1 แต่เมื่อการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกที่ทำอันดับ 2 ประกาศสนับสนุนพรรคอันดับ 1 ให้เป็นนายกรัฐมนตรี และเสนอชื่อในสภาผู้แทนราษฎร

แต่ด้วยสถานการณ์ต่างๆ มันไปไม่ได้ พวกเรามีทางเลือกอะไร คำตอบไม่ใช่แค่รอ 10 เดือนไม่ได้ประเทศเสียหาย แต่มันมีกลไกอะไรหลายๆ อย่างที่มันไม่สามารถรอได้ จริงๆ แล้วเราแทบไม่ใช่คู่แข่งกันเลย ด้วยอุดมการณ์และวิธีการทำงานเรามีจุดประสงค์เดียวกันคืออยากให้ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตย มีการปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง แต่เมื่อมาถึงวันนี้พวกเราทำเต็มที่ การเมืองก็คือการเมือง แต่แค่อยากย้ำจุดยืนว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความตั้งใจหรืออยากที่จะให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ ทุกคนเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบ

ยอมรับรั้งคนที่ไม่มีใจแล้วมันยาก

จากนั้นชี้แจงถึงประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นตัวประกอบไปเจรจา ว่า ตนเองเป็นเลขาธิการพรรค คนที่ไปเมื่อวานเป็นรองหัวหน้าพรรค 3 คน นายภูมิธรรม ไม่ได้มีตำแหน่งในพรรค แต่เป็นผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ เราเชิญท่านไปเพื่อให้เกียรติกับพรรคประชาชน เราพยายามอย่างยิ่งที่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่นายชัยเกษมไม่ได้เดินทางไป พร้อมย้ำว่า นายชัยเกษม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ณ ตอนนี้มีอะไรที่นายชัยเกษมต้องทำเยอะ ต้องมีการเตรียมตัวต่างๆ มั่นใจว่าพวกตนให้เกียรติเต็มที่ในการไปพูดคุยกับพรรคประชาชน

ขณะที่คำถามถึงกรณีมี สส.ของพรรคเพื่อไทยบางส่วนจะไม่สนับสนุนนายชัยเกษมนั้น เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวในประเด็นนี้ว่า มีบางคนแสดงจุดยืนชัดเจนแล้ว บางคนยังอยู่แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปหรืออยู่ ตนในฐานะเลขาธิการพรรค พยายามอย่างยิ่งที่จะดูแล สส. รับฟังปัญหาต่างๆ แต่บางครั้งอาจจะทำไม่ถูกใจทุกท่าน แต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง ย้ำว่าการเมืองคือการเมือง การย้ายพรรคเป็นเอกสิทธิ์ของทุกคน มั่นใจว่าคนที่ตัดสินใจคิดดีแล้วเพราะเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว บางคนเป็น สส.มาหลายสมัยก็ต้องดูทิศทางลม เข้าใจได้

“ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทยอยากจะให้ทุกคนที่เป็นสมาชิกและ สส.พรรค คำนึงถึงสิ่งที่เราร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา คำนึงถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เชื่อว่าทุกคนพยายามทำให้เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เราจะไปรั้งคนที่ไม่มีใจแล้วมันก็ยาก ตัวอยู่แต่ใจไม่อยู่ หรือใจอาจจะยังไม่อยากไปแต่โดยสถานการณ์บังคับให้ไป การเมืองเปลี่ยนได้ตลอด เราก็ถูกกระทำมาแบบนี้ ตนเองเป็น สส. มาหลายสมัย แต่ไม่เคยอยู่ครบสมัยสักที”

เมื่อถามถึงเสียงพรรคร่วมยังเหนียวแน่นหรือไม่ นายสรวงศ์ บอกว่า เราให้เกียรติทุกพรรคในการตัดสินใจ เพราะมั่นใจว่าทุกพรรคก็ต้องคำนึงถึงสมาชิกพรรคเป็นหลัก เมื่อวานนี้หลังจากที่มีข่าว นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาว่าไม่ทราบเลยว่าเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ไปคุย ตนคุยกับนายเดชอิศม์แล้ว ก็บอกว่าเรียนกับหัวหน้าพรรคแล้ว การที่จะไปร่วมกับใครต้องเป็นมติของพรรค ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ที่มีการประชุมกันเมื่อวานนี้ เพราะการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด เราพยายามที่จะทำให้ดีที่สุด

มีโอกาสยุบสภา หากตั้งรัฐบาลไม่ได้

ในคำถามหากพรรคประชาชนไม่รับดีลพรรคเพื่อไทย ทำให้ไม่สามารถดันนายชัยเกษมไปจนถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ จะยอมไปเป็นฝ่ายค้านหรือจะสนับสนุนคนอื่นเป็นนายกรัฐมนตรี นายสรวงศ์ ตอบว่า “เราไม่สามารถสนับสนุนคนอื่นเป็นนายกรัฐมนตรีได้อยู่แล้วอย่างแรก เพราะเรามีแคนดิเดตของเราอยู่ อย่างที่สองคือมันก็ไม่ได้มีช่องทางอื่น จริงๆ แล้วถ้าจะยุบสภาเลย อันนี้ก็เป็นพระราชอำนาจ เป็นข้อเสนอแนะจากทางนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนี้หลายๆ ฝ่ายมองว่ารัฐมนตรีรักษาการยุบได้หรือไม่ได้ ต้องแยกประเด็นกัน ตอนที่ท่านภูมิธรรมเป็นนายกฯ รักษาการ แทนท่านนายกฯ แพทองธารที่ถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่ ณ ตอนนั้นคือเรามีนายกรัฐมนตรีชื่อแพทองธาร ชินวัตร แต่ท่านภูมิธรรมเป็นแค่ผู้รักษาการแทน แต่ตอนนี้ไม่มีนายกฯ ซึ่งคนที่เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีคือท่านภูมิธรรม ผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ผมมองว่ามีอำนาจ มีหน้าที่ในการเสนอทูลเกล้าฯ ยุบสภา ก็เกิดขึ้นได้แต่ต้องดูข้อกฎหมายดีๆ”

เมื่อถามย้ำในช่วงท้ายว่า หากเป็นรัฐบาลไม่ได้จะยุบสภาใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบว่า “ก็มีโอกาสครับ”