“ณัฐพงษ์” ชี้ผลอภิปรายญัตติด่วน MOU 43-44 ดีแค่ไหน ก็ไม่แก้ปัญหา แนะตั้ง กมธ.ศึกษาผลดี-เสีย MOU อย่างรอบด้าน ห่วงความขัดแย้งเริ่มฝังรากสู่ระดับประชาชนสองประเทศ
วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สส. จากพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาทบทวน MOU 43 และ 44 ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยในการนี้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เป็นผู้อภิปรายเสนอญัตติในส่วนของพรรคประชาชน
ผลการศึกษา ปัญหาไม่จบ
โดยณัฐพงษ์ระบุว่าการอภิปรายในวันนี้ สมาชิกมีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความเห็นที่มองว่า MOU เป็นกลไกที่ขาดประสิทธิภาพ รวมทั้งความเห็นที่ว่าควรมีการแก้ไขหรือพิจารณายกเลิก MOU รวมถึงการใช้กลไกอื่นมาช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา แต่ไม่ว่าข้อสรุปวันนี้จะออกมาเป็นอย่างไร แล้วมีการส่งผลการศึกษาให้รัฐบาลชุดปัจจุบันในการแก้ไข ตนก็เชื่อว่าปัญหาไม่จบ แม้จะเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย นั่นเป็นเพราะปัญหาทั้งหมดนั้นมีต้นตอปัญหามาจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน เริ่มต้นที่ผู้นำประเทศ
ต้องมีรัฐบาลที่ชอบธรรม
ดังนั้น ผลการหารือของสภาในวันนี้ว่าอะไรคือทิศทางที่ดีที่สุดของประเทศไทย ยังมีความสำคัญไม่เท่ากับการที่สภาจะยื่นของการศึกษานี้ให้ใครเป็นผู้นำไปปฏิบัติ สิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือความชอบธรรมของรัฐบาล ที่หมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลในการเข้าไปเจรจาแก้ไขปัญหา หากรัฐบาลขาดความชอบธรรม ถึงแม้ผลการศึกษาจะดีแค่ไหน แต่เมื่อประชาชนคนไทยไม่เชื่อถือ เวทีต่างประเทศไม่ให้ความเคารพนับถือ ปัญหาก็ย่อมไม่ได้รับการแก้ไข
...
ย้ำทุกเรื่องมีเหรียญสองด้าน
ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าดังนั้น ตนจึงขอเชิญสมาชิกทุกคนร่วมกันสนับสนุนญัตติในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษาก่อน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ และส่งต่อไปยังรัฐบาลชุดหน้าที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และมีความชอบธรรมสูงกว่านี้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และตนอยากให้สมาชิกทุกคนพิจารณาในภาพที่กว้างมากกว่าเรื่องของ MOU ทั้งสองฉบับ เพราะไม่ว่าประเทศไทยจะตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง เหรียญย่อมมีเหรียญด้านกลับเสมอ
รื้อทั้งหมดระวังผลกระทบ
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ตนเข้าใจถึงข้อกังวลที่มองว่ากลไกของ MOU ที่ผ่านมาขาดประสิทธิภาพ รัฐบาลกัมพูชาละเมิด MOU หลายร้อยครั้ง แต่ก็ต้องอย่าลืมว่ากรอบของ MOU ทั้งสองฉบับที่ไทยร่วมจัดทำกับกัมพูชามาตลอดกว่า 20 ปี ช่วยทำให้ประเทศไทยเดินหน้าการปักปันเขตแดนไปแล้วกว่า 74 หลักหมุดเขตแดนด้วยกัน แม้กระบวนการในปัจจุบันจะติดขัดข้อปัญหา ซึ่งต้องมีการพิจารณาศึกษาในการแก้ไข หรือแม้หากจะมีการยกเลิกข้อตกลงบางส่วน แต่การรื้อกระบวนการทั้งหมดก็ต้องไม่ลืมพิจารณาในเรื่องของผลกระทบอีกด้านด้วยเช่นเดียวกัน
แนะศึกษาเรื่องใหญ่4 ประการ
ณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่าวันนี้ทุกคนล้วนมีโจทย์เดียวกัน คือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์และมีอำนาจต่อรองมากที่สุดเพื่อคนไทยทุกคน ดังนั้น ในเรื่องความเห็นที่แตกต่างหลากหลายของสมาชิกในปัจจุบัน ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องรีบเร่งส่งข้อสรุปนี้ไปยังรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมให้ดำเนินการแก้ไขในวันนี้ จึงขอเชิญสมาชิกทุกคนให้ร่วมเห็นด้วยกับญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาก่อนอย่างรอบด้าน โดยกรอบในการศึกษาควรมีอยู่ 4 ประการใหญ่ด้วยกัน คือ
1) ควรต้องมีการศึกษาในเรื่องผลกระทบต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเวทีระหว่างประเทศ
2) ควรต้องมีการศึกษาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกระบวนการทวิภาคีในการเจรจาปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา
3) ถ้าคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะศึกษาในเรื่องการยกเลิก MOU ก็อย่าลืมคิดเผื่อไว้ด้วยว่าจะมีกลไกใดมาใช้แทนที่ ในการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา ระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงฉบับใหม่
4) การบริหารจัดการความมั่นคงชายแดนระหว่างสองประเทศ ในระหว่างที่มีสภาวะช่องว่างที่ขาดกลไกในการเดินหน้าปักปันเขตแดน ทั้งในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ กลไกที่จะเดินหน้าการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา และความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงต่างๆ
แนะแก้ขัดแย้ง ประชาชน 2 ประเทศ
ณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ อีกประการที่ตนขอฝากไว้หากมีการลงมติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาจริง ตนอยากให้มีการใช้กลไกของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเวลานี้ความขัดแย้งได้ลุกลามบานปลายจากความขัดแย้งระหว่างผู้นำ มาถึงระหว่างรัฐบาล และปัจจุบันกำลังจะฝังรากลึกลงไปในระดับประชาชน
ห่วงแค้นฝังลึกจิตใจคน 2 ประเทศ
ไทยและกัมพูชาไม่สามารถยกประเทศหนีจากกันได้ ต่อให้มีกลไกที่ดีและมีประสิทธิภาพขนาดไหน แต่หากยังมีบาดแผลลึกในใจที่ทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศไม่ไว้วางใจต่อกันและกัน การปักปันเขตแดนรวมถึงการเจรจาต่อจากนี้ในอนาคตก็จะเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างยากยิ่ง เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้กลไกทุกอย่างของสภาหรือกรรมาธิการวิสามัญในการทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด แต่ก็ต้องไม่ลืมอีกหนึ่งข้อ คือการเยียวยาบาดแผลที่ได้ฝังลึกลงไปในจิตใจของประชาชนคนไทย ที่เกิดขึ้นจากการบริหารแผ่นดินที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่ผ่านมาด้วย