“ภูมิธรรม” มอง กัมพูชาไม่ได้ผิดนัดประชุม RBC จะเที่ยงคืนตี 1 ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อม ไม่ขอเดารับ 3 ข้อเสนอของไทยหรือไม่ ชี้เรื่องเขตแดนไม่จบง่ายต้องหาทางออกที่ดีทั้ง 2 ฝ่าย
วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) กองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา โดยฝ่ายไทยได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ คือ ให้เก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน, ร่วมปราบสแกมเมอร์ และจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง มีแนวโน้มว่ากัมพูชาจะรับข้อเสนอหรือไม่ ว่าตนไม่ขอเดา ขอให้มีการพูดคุยกันไม่ต้องเดา ซึ่งเมื่อคืน(21 ส.ค. 2568)เป็นการพูดคุยรายละเอียดฝ่ายเลขาฯ และการประชุม RBC เป็นเรื่องที่แม่ทัพคุยกันไม่มีอะไรที่น่ากังวล ไม่ว่าจะนัดเวลาใด ตี 1 หรือเที่ยงคืนก็ได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละฝ่าย ส่วนวันนี้ (22 ส.ค.) คือวันประชุมจริงก็ขอให้แม่ทัพได้พูดคุยกันอย่าไปเดาอะไร ซึ่งไทยก็มีเหตุผลของไทยที่จะมีข้อเสนอต่างๆ ว่ามีความจำเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น 3 ข้อที่ไทยเสนอไปเป็นเงื่อนไข เป็นปัญหา และเป็นประโยชน์กับไทยที่น่าจะทำได้ ถือเป็นความเหมาะสมถูกต้องที่เราต้องเสนอเพื่อพิจารณาร่วมกัน แต่ตอนนี้คงต้องรอให้พูดคุยกันก่อน
เตรียมใจเรื่องเขตแดนไม่จบง่าย
นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงเรื่องเขตแดนว่า ความเป็นจริงต้องเตรียมใจไว้ว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ เพราะในโลกนี้ยังไม่มีอันไหนที่จบง่าย ก็ต้องว่ากันไปและหาทางออกให้ดีสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้กระทบกับอธิปไตยของทั้ง 2 ประเทศ หรือจะมีการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างไรก็ต้องไปดู อย่าพึ่งไปคิดว่าจะต้องจบเร็ว
...
อย่ามองแค่กัมพูชาเลื่อนเวลา
เมื่อถามย้ำว่าการประชุม RBC วานนี้ (21 ส.ค.) ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้มาตามนัดหมาย นายภูมิธรรมกล่าวว่า บอกไปแล้วว่าเป็นไปตามเวลานัดหมาย ที่เขานัดกันตรงกัน เวลาเรานัดหรือเขานัด ถ้ามีอะไรที่ขัดข้องเขาก็รอกัน ไม่ใช่เรื่องเกี่ยงนู่นเกี่ยงนี่ ถ้าเขายังไม่ได้ข้อสรุปมาก็คุยกันไม่ได้ อย่าไปจับจุดเล็กจุดน้อยให้เอาเรื่องใหญ่ๆ
อย่าเพิ่งตัดสินเรื่อง MOU
ส่วนเมื่อวานนี้ (21 ส.ค.) ที่ประชุมสภาฯ มีการพูดถึงการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 รัฐบาลมีท่าทีเรื่องนี้อย่างไร นายภูมิธรรมระบุว่า MOU ทั้งสองฉบับอย่าพึ่งไปตัดสินใจอะไร ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีอะไรที่แอบแฝง ทำให้เป็นปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพูดคุย และเฉพาะบุคคลที่มีปัญหาสามารถมาพูดคุยกันได้ว่าผลอะไรเป็นอย่างไร เพราะเรื่องนี้หากไปพูดเป็นสาธารณะเขาก็จะรู้เราหมด ดังนั้นอะไรที่เป็นประโยชน์ หรือเป็นประโยชน์ก็ให้มาพูดคุยกันกับตนเองหรือกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ เพราะไม่ใช่ผลประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีหรือของตนเอง แต่เป็นเรื่องที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่แล้ว
วอนสื่อดูอะไรประเทศได้ประโยชน์
นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า นี่คือจุดยืนที่จะไม่ยอมเสียอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศชาติไป เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ที่ได้ถามกันหรือมีปัญหา หลายฝ่ายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้น มาหลายเรื่องซึ่งทุกคำถามที่ถามรัฐบาลมาหลายเรื่อง บอกได้เพียงว่ารัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด เหมือนกับตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่ฟ้องศาลระหว่างประเทศกับผู้นำกัมพูชา ซึ่งเรื่องนี้มีหลายมุมมอง จึงไม่อยากให้มองแค่มุมเดียว และอยากให้สื่อลองพิจารณาและไปศึกษาดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หากพูดไปก็จะเป็นปัญหา
อยากรู้ลึก ให้ถามได้
เมื่อถามว่าไม่ควรมาพูดว่ายกเลิกใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า พูดไปก็ดีแล้ว ตระหนักแล้วแต่ถ้าอยากรู้รายละเอียดที่ลึกก็ให้มาถามตนไม่ใช่ถามตามหน้าสื่อ และต้องไปถามองค์กรหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ส่วนกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการศึกษาการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า ให้เป็นเรื่องของสภา ส่วนรัฐบาลก็บริหารตามหลักการที่เราคิดว่าประเทศได้ประโยชน์สูงสุด
เรื่องของสภาฯเลื่อนถก MOU
เมื่อถามว่าวานนี้(21 ส.ค. 2568) สภาฯปิดการประชุมก่อนที่จะมีการหารือเรื่อง MOU 43 และ MOU 44 นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องนี้นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีวาระ ก็ต้องว่ากันตามวาระ เรื่องของงานสภา ไม่ใช่อยู่ๆ ประธานสภาหรือรองประธานสภาจะใส่วาระอะไรเข้าไปก็ได้เพราะต้องว่ากันตามกฎเกณฑ์