รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ชวนภาคีออตตาวาทบทวนให้เงินช่วยกัมพูชากู้ทุ่นระเบิด หลังไม่จริงใจเก็บกู้ ด้านโฆษกกองทัพบก ยืนยันเป็นทุ่นระเบิดใหม่ของกัมพูชาที่ฝังในฝั่งไทย ก่อนพาคณะทูตขึ้นภูมะเขือดูระเบิดของจริง และบ้านเรือนประชาชนที่เสียหาย


วันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวก่อนการนำคณะทูตานุทูตจากประเทศอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ลงพื้นที่สังเกตการณ์บนภูมะเขือ ซึ่งพบเจอทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่เพิ่งถูกฝังโดยฝั่งกัมพูชาว่า กระทรวงต่างประเทศ หวังว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ จะทำให้คณะทูตานุทูตทุกคน มีความเข้าใจปัญหาทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่เกิดขึ้น ซึ่งในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้เกิดขึ้น 5 ครั้งแล้ว จนทหารเสียขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะผิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และอนุสัญญาออตตาวา


นายมาริษ ยังกล่าวว่า ปัญหาทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น และไทยได้ขอให้กัมพูชาร่วมกันเก็บกู้ เพราะทุกฝ่ายต้องทำตามกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวา โดยเสนอให้ทบทวนโครงการกู้ทุ่นระเบิดใหม่ เนื่องจากตนทราบว่า มีหลายประเทศในภาคี ให้ความช่วยเหลือบริจาคเงินโครงการดังกล่าวให้แก่ทางกัมพูชา แต่เนื่องจากทุ่นระเบิดที่ฝังใหม่ เป็นการฝังในดินแดนไทย ถือเป็นการละเมิดพื้นที่และกฎหมายสากล และถือว่า กัมพูชาไม่ให้ความร่วมมือในวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค และอยากให้กัมพูชาเคารพข้อตกลงตามกฎบัตรอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงแสดงความจริงใจ เพื่อลดความตึงเครียดในบริเวณชายแดน เพราะหากยังมีกรณีการเหยียบทุ่นระเบิด สถานการณ์ก็จะแย่ลง ดังนั้น ต้องมีการร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อเป็นการลดความขัดแย้งของทั้ง 2 ประเทศ

...


นายมาริษ ย้ำอีกว่า รัฐบาลไทยยึดมั่นในกฎหมายสากล และอนุสัญญาออตตาวา โดยไทยจะยึดมั่นในหลักการ แม้กัมพูชายังไม่มีความพร้อม และไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศที่เป็นพันธมิตร เพื่อปฏิบัติการกู้ระเบิด เพราะเป็นภารกิจเพื่อมนุษยชน


ส่วนรัฐบาลไทยกังวลจะแพ้สงครามข่าวสารจากกัมพูชาหรือไม่นั้น นายมาริษ ย้ำว่า รัฐบาล และกระทรวงการต่างประเทศสื่อสารผ่านช่องทางทางการและโซเชียลมีเดียด้วย แต่การใช้โซเชียลมีเดียยิ่งมีการเผยแพร่ข่าวปลอม ยิ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้ง และความยากลำบากของทั้ง 2 ประเทศ เพราะโซเชียลมีเดียไม่สามารถควบคุมได้ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลไทยจะสื่อสารผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น


ส่วนเรื่องที่ไทยให้ความสำคัญกับเรื่องทุ่นระเบิด แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาชายแดน ทำให้กัมพูชาได้พยายามนำเรื่องนี้ไปสู่ศาลโลก แต่ไทยก็ไม่เห็นด้วยนั้น นายมาริษ ชี้แจงว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 118 ประเทศ ที่ไม่ยอมรับอำนาจของศาลโลก และเชื่อว่า ประเด็นเริ่มต้นจาก 2 ประเทศ ก็ต้องจบที่ 2 ประเทศเช่นกัน การไปขึ้นศาลโลกไม่ได้แสดงความจริงใจในการเจรจา และไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากลำบากที่มีด้วยกัน เหมือนพี่น้องไปขึ้นศาลด้วยกัน ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในใจได้


ขณะที่ พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวเสริมถึงสต็อกทุ่นระเบิดสังหารของฝั่งกัมพูชาว่า เป็นทุ่นระเบิดสังหารที่เป็นสต็อกใหม่ของกัมพูชา ซึ่งพบทั้งในพื้นที่ที่เคลียร์ไปแล้ว และยังไม่ได้เคลียร์ รวมถึงยังถูกฝังในเขตแดนไทย แต่ยืนยันว่า ประเทศไทย ได้เคลียร์ทุ่นระเบิดสังหารไปหมดแล้ว


พาคณะทูตขึ้นภูมะเขือดูระเบิดกัมพูชา และบ้านเรือนประชาชนที่เสียหาย


จากนั้นนายมาริษ ได้นำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน และรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ จำนวน 33 ประเทศ ลงพื้นที่บริเวณหน่วยปฏิบัติการภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยพบทุ่นระเบิดสังหารจริง เพื่อเยี่ยมชมการปฏิบัติงานเก็บกู้ และการตรวจยึดทุ่นระเบิดรวมถึงยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่พบในพื้นที่ โดยมีสื่อมวลชนร่วมสังเกตการณ์ผลการเก็บกู้ และการยึดอาวุธ


เจ้าหน้าที่จากกองพลทหารช่างที่ 4 กองพลทหารราบที่ 4 กองทัพภาคที่ 3 ได้รายงานสรุปผลการปฏิบัติงานว่า ที่ผ่านมาสามารถเก็บกู้ และตรวจยึดทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้ทั้งสิ้น 46 ทุ่น โดยในจำนวนนี้มี 16 ทุ่น และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และยังพบทุ่นระเบิดดักรถถัง ลูกจรวด RPG และลูกระเบิดขนาด 60 และ 82 มม. ซึ่งแม้จะมีการประกาศหยุดยิง 2 ประเทศมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ทหารไทย ยังคงตรวจค้นในเขตพื้นที่ประเทศไทยและยังคงพบทุ่นระเบิดและยุทโธปกรณ์ของฝ่ายกัมพูชาเป็นระยะ


เจ้าหน้าที่ทหารฯ ยังระบุว่า ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ตรวจพบส่วนใหญ่ จะถูกฝังอยู่ไม่ลึกจากพื้นดิน และอำพรางด้วยดินและเศษใบไม้ ซึ่งอุปกรณ์ตรวจจับโลหะเป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ในการค้นหา ส่วนความเสียหายที่เกิด จะแตกต่างกันไป และขึ้นอยู่กับชนิดของรองเท้าที่สวมใส่ พร้อมยืนยันด้วยว่า ยุทโธปกรณ์ที่ตรวจยึดได้ แม้บางส่วนจะดูเก่า แต่ไม่ใช่เป็นอาวุธรุ่นโบราณ เพียงแต่มีสภาพทรุดโทรมจากการเก็บรักษาที่ไม่ดี


คณะทูตานุทูต ส่วนหนึ่งได้สอบถามเจ้าหน้าที่ ทั้งสถานที่ที่ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล อานุภาพของทุ่นระเบิด และประเทศที่ผลิตทุ่นระเบิดดังกล่าว


ช่วงท้ายของการเยี่ยมชม เจ้าหน้าที่ทหารเรือ ยังได้สาธิตวิธีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลให้คณะผู้สังเกตการณ์ได้รับชมด้วย


จากนั้น ยังได้ลงพื้นที่ เพื่อสังเกตการณ์บ้านเรือนของประชาชน ในอำเภอกันทรลักษ์ ที่ได้รับผลกระทบจากจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ที่ไม่เลือกเป้าหมายของกัมพูชาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งที่จุดดังกล่าว อยู่ห่างจากพื้นที่ชายแดนประมาณ 5 กิโลเมตร โดยบริเวณตำบลเสาธงชัย เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกกระสุนของฝั่งกัมพูชาหนาแน่นที่สุด มีบ้านเรือนของประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก แต่สาเหตุที่ทำให้มีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบบาดเจ็บน้อย เนื่องจาก พื้นที่ได้มีการอพยพประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยก่อน เพราะกัมพูชาได้มีการโจมตีในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ก่อน จึงสามารถรักษาชีวิตของประชาชนไว้ได้ แต่ปัจจุบันประชาชนได้กลับเข้าพักที่อาศัยของตนแล้ว แต่บ้านเรือนที่เสียหายบางหลัง ก็ยังไม่สามารถเข้าพักอาศัยได้ ซึ่งประชาชน ยังต้องไปพำนักอยู่กับญาติ