“นิกรเดช” หวังประชาคมโลกเห็นความจริงกับตา เชื่อความจริงชนะทุกอย่าง บอกนานาประเทศเห็นใจไทย ด้านพล.ร.ต.สุรสันต์ เผย GBC คณะใหญ่ถก 7 ส.ค. บอกต่างชาติไม่เข้าใจเป้าหมายโจมตีของกัมพูชา


วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 18.00 น. ที่ห้องประชุมนภาอาสน์ กองบิน 21 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการพาคณะทูตและผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นที่ว่า การลงพื้นที่วันนี้เรานำคณะทูต 11 คน 11 ประเทศ ผู้ช่วยทูตทหาร 38 คนจาก 23 ประเทศ รวมถึงสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ จำนวนรวมกว่า 150 คน เข้าร่วมสังเกตการณ์ในพื้นที่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล และศูนย์พักพิงชั่วคราวซึ่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมโดยกัมพูชา โดยวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ครั้งนี้ เราตั้งใจให้ข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่ เป็นที่รับทราบในวงกว้าง สื่อจะเป็นช่องทางในการสื่อสารกับประชาคมโลก ต้องการให้เห็นข้อเท็จจริงและประเมินผลจากการปะทะชายแดน เพื่อให้คนเหล่านี้ได้เห็นกับตาสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเพื่อสื่อสารต่อชาวโลก ให้เห็นความเสียหายของบ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล โรงเรียน ที่กัมพูชาริเริ่มพุ่งเป้าโจมตีไปยังเป้าหมายที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหารละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงกว่า 150,000 คน เราได้แสดงให้เห็นถึงความเสียหายจากการโจมตีของกัมพูชา การไปที่ร้านสะดวกซื้อที่ถูกโจมตีด้วยจรวด มีผู้เสียชีวิต 8 ราย ในจำนวนดังกล่าวมีแม่และลูก 3 รายที่ไม่ได้กลับออกมาอีก มีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่ถูกโจมตีเสียหาย และไปที่ศูนย์พักพิงแห่งหนึ่งในอ.กันทรลักษ์ ที่ยังมีผู้อพยพอยู่อีก 5,000 คน

...


นายนิกรเดช กล่าวด้วยว่า การลงพื้นที่ในวันนี้เราดำเนินการอย่างโปร่งใส จัดให้เห็นข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของคณะ และเน้นความโปร่งใสเพราะหากเปรียบเทียบกับฝ่ายกัมพูชา เราให้สังเกตการณ์ทุกพื้นที่ สื่อมวลชนสามารถติดตามและถ่ายทอดสดได้ตลอดเวลา รวมทั้งได้พบปะพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งพลเรือนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบด้านจิตใจที่ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้าน ทุกท่านต่างแสดงความขอบคุณรัฐบาลไทยที่จัดการลงพื้นที่ด้วยความจริงใจ ขอย้ำว่าประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด สิ่งที่ประชาคมโลกได้เห็นการลงพื้นที่ในวันนี้ตนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าสุดท้ายแล้วความจริงจะชนะทุกอย่าง


เมื่อถามว่าทางคณะทูตได้แสดงท่าทีอะไรออกมาบ้างนอกจากการขอบคุณ นายนิกรเดช ตอบว่า เขาไม่ได้แค่ขอบคุณ แต่เขาได้เห็นกับตาถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับประชาชน การมาครั้งนี้สำคัญมาก ไม่เพียงแต่เห็นสถานที่ที่พังทลาย แต่เขาได้คุยกับญาติผู้เสียชีวิต ได้คุยกับประชาชนที่ต้องอพยพ ถามว่าเขารู้สึกอย่างไร ตนบอกได้โดยไม่ขอระบุประเทศว่าเขาเห็นใจเรา ไม่มีเหตุผลอะไรที่คนเหล่านี้ต้องมาเป็นเหยื่อ เขาไม่เห็นประเด็นว่าทำไมไทยต้องเป็นผู้เริ่มเป็นไปไม่ได้ เขาเห็นอกเห็นใจแสดงท่าทีสนับสนุนสิ่งที่ไทยทำ ชื่นชมในการดูแลประชาชน ทั้งครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบและผู้อพยพ เมื่อถามอีกว่าผลการลงพื้นที่ถือเป็นทิศทางที่ดีใช่หรือไม่ นายนิกรเดช กล่าวว่า เป็นทางที่ดีทั้งหมด ตนได้คุยกับท่านเหล่านั้น ท่านเห็นอกเห็นใจมากว่าเราเป็นเหยื่อ ชัดเจนมากว่าล้ำมาในประเทศไทยเกือบ 30 กม. ในการที่เขาเหมือนไม่เล็ง หรือตั้งใจเล็งมาที่ประชาชนเป้าหมายที่ไม่ใช่ทหาร ยืนยันไทยทำบนหลักการ แต่กัมพูชาไม่อยู่บนหลักการ วันนี้คณะทูตทั้งหลายได้เห็นความจริง ได้เห็นพื้นที่จริง ได้เจอคนที่ต้องย้ายออกจากบ้านยิ่งตอกย้ำสิ่งที่เราพูดมาเป็นข้อเท็จจริง ตนคิดว่าจะได้รับการตอบรับสิ่งที่เราเรียกร้องและขอการสนับสนุนจากเขา


ทูตได้เห็นว่าไทยปกป้องตัวเอง


ด้านพล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) กล่าวว่า สถานการณ์โดยทั่วไปในห้วงเวลาตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. ถึง 1 ส.ค. ตามแนวชายแดนภาพรวมถือว่าอยู่ในความสงบทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังอยู่ในที่ตั้งของตนเอง สถานภาพผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่เป็นพลเรือน ณ เวลา 09.00 วันนี้ ยังเป็นยอดคงเดิม มียอดเสียชีวิตที่ 14 ราย บาดเจ็บสาหัส 12 คน บาดเจ็บปานกลาง 13 คน บาดเจ็บเล็กน้อย 13 คน โดยยอดรวม 52 คน ยอดผู้อพยพในศูนย์พักพิงทั้ง 5 จังหวัดปัจจุบันมี 676 แห่ง ปิดทำการลงไป 1 แห่ง สามารถรองรับผู้อพยพได้ 395,858 คน โดยปัจจุบันมีผู้อพยพทั้งสิ้น 167,121 คน ลดลง 21,277 คน ในศูนย์พักพิงมีการจัดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เช่นการสานรูปสัตว์ เพื่อคลายเครียดและผ่อนคลาย รวมถึงกิจกรรมวาดรูป โดยน้องๆ ได้มอบรูปวาดให้ คณะทูต อุปทูต ทูตทหาร และผู้ที่มาเยี่ยมศูนย์พักพิง จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นกิจกรรมที่ดีผ่อนคลายความเครียดให้กับผู้ที่อยู่ในศูนย์พักพิง โดยตนได้พูดคุยกับคณะทูตและทูตทหาร เขาได้เห็นด้วยประสบการณ์จริงด้วยตนเองในสถานที่จริง ถึงผลกระทบจากฝ่ายกัมพูชาที่โจมตีอย่างไม่มีทิศทางไร้เป้าหมายไปยังบ้านเรือนประชาชน ไปยังสถานีบริการน้ำมันและโรงพยาบาลหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาอย่างร้ายแรง และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ คณะทูตได้มีการรับทราบ ว่าประเทศไทยของเรามีปฏิบัติการต่างๆที่ผ่านมาในลักษณะปกป้องตนเองเพื่อรักษาอธิปไตยของตนเอง เราไม่มีความต้องการที่จะไปรุกรานประเทศใด


จีบีซีคณะใหญ่ 7 ส.ค.

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ในส่วนของความมั่นคงที่อยากจะแจ้งให้ประชาชนรับทราบ เรื่องของการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ระหว่างไทยและกัมพูชาที่จะเกิดขึ้น ระหว่างวันที่ 4-7 ส.ค. ได้รับการยืนยันแล้วว่าสถานที่จัดการประชุมจะจัดที่ประเทศมาเลเซียโดยทั้งสองฝ่ายไทยและกัมพูชาตกลงใจกันแล้วว่าจะไปจัดในช่วงเวลาดังกล่าว โดยในวันที่ 4-6 ส.ค.จะเป็นการจัดประชุมฝ่ายเลขานุการ ของประเทศทั้งสองประเทศ เพื่อหารือในประเด็นต่าง ๆ ที่จะหยิบยกมาพูดคุยในเวทีจีบีซี จากนั้นวันที่ 7 ส.ค.จะเป็นการประชุมหลัก โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ โดยฝ่ายไทยจะเป็นพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ต้องมาติดตามว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร


ต่างชาติงงเป้าหมายกัมพูชา


เมื่อถามว่า การลงพื้นที่วันนี้ ทูตต่างชาติแสดงท่าทีอย่างไรบ้างว่าจะสนับสนุนเราอย่างชัดเจน พล.ร.ต.สุรสันต์ ตอบว่า ผู้แทนฝ่ายทหารต่างประเทศได้มาถามตนว่าไม่เข้าใจว่าเป้าหมายของการโจมตี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าที่เป็นพลเรือน ไม่ว่าจะสถานีบริการน้ำมัน เขาบอกว่าทำไมถึงต้องมาโจมตีตรงนี้ เพราะดูตามแผนที่แล้วไม่มีเป้าหมายทางการทหารในแผนที่เลย และในบริเวณใกล้เคียงตรงนั้นเลย ฉะนั้นเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีการโจมตีตรงนั้น เป็นเพราะว่าเขาไม่มีหลักการในการเล็งเป้าหมายหรือไม่ หรือเป็นเพราะว่าเขาตั้งใจที่จะโจมตีเข้ามาบริเวณของพลเรือน อันนี้ตนคงให้คำตอบไม่ได้ แต่มันบ่งชัดจากการที่ได้พาเขาไปเยี่ยมชมพื้นที่ ให้เขาเห็นเลยว่าบริเวณใกล้เคียงไม่มีพื้นที่หรือสถานที่ใดที่เป็นเป้าหมายทางการทหารเลย