“ประธานวิปรัฐบาล” เผยสัปดาห์หน้าเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 1 แทน “พิเชษฐ” ย้ำโควตาเป็นของพรรคเพื่อไทย ลั่น 5 ส.ค. นี้ รู้ว่าส่งใคร อุบบอกมีชื่อตนเอง ชี้คำสั่งศาลถือเป็นบทเรียนให้นักการเมือง เผยเคยเตือนหลายครั้งแล้ว
วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ตนได้รับการประสานจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าให้รีบดำเนินการประสานกันในพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมจะให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลือกเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 แทนนายพิเชษฐ เชื้อเมืองพาน ที่เพิ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากการปรึกษาหารือกันแล้ว จะให้มีการบรรจุระเบียบวาระเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ เนื่องจากสัปดาห์ถัดไปต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระที่ 2 และ 3 ซึ่งต้องประชุมกันดึกตลอด 3 วันเต็ม ควรต้องมีรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาสลับกัน อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งนี้เป็นโควตาของพรรค พท. ซึ่งจะต้องให้ที่ประชุม ส.ส.พรรคในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ ปรึกษาหารือกันก่อน และในวันดังกล่าวน่าจะได้บุคคลที่เหมาะสม
เมื่อถามว่า กรณีที่มีข่าวว่านายวิสุทธิ์จะมานั่งตำแหน่งนี้นั้น ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ต้องให้ที่ประชุมพรรคตัดสินใจ ส่วนตัวไม่มีปัญหาอยู่ตรงไหนก็ทำงานได้ ทำงานได้เต็มที่และมีประโยชน์สูงสุดกับประชาชน หากไปเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร งานก็จะสบายกว่าเป็นประธานวิปรัฐบาล แต่หากออกจากประธานวิปรัฐบาลก็ยังเป็นห่วงอยู่
นายวิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีโยกงบประมาณของนายพิเชษฐ และถูกศาลวินิจฉัยเช่นนี้ ถือเป็นบทเรียนของนักการเมืองที่ต่อไปจะต้องระมัดระวัง บางครั้งอย่าไปตีความเข้าข้างตัวเองและต้องไม่ประมาท ต้องสำนึก อย่าไปคิดว่าไม่ผิด ควรต้องปรึกษาหลายๆ ฝ่าย อะไรที่ตั้งอยู่บนความเสี่ยงก็ไม่ควรทำ ถือเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการเป็นนักการเมืองทำให้ต้องระมัดระวังในการทำหน้าที่ตรงนี้
...
เมื่อถามถึง กรณีที่เคยเตือนนายพิเชษฐนั้น นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ตนเคยเตือนหลายครั้ง พูดมาตลอดด้วยความเป็นห่วงในฐานะน้องว่าอย่าทำเช่นนี้ ซึ่งบางครั้งพูดบ่อยๆ ก็ทำให้คนใกล้ตัวนายพิเชษฐ โกรธตนด้วยซ้ำ แต่ขอยืนยันว่าเป็นการเตือนด้วยความหวังดี อย่างไรก็ตาม ย้ำว่ากรณีที่เกิดขึ้นเชื่อว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ของพรรค