พล.ร.ต.สุรสันต์ เผยเหตุปะทะไทย-กัมพูชา พลเรือนเสียชีวิตแล้ว 14 ราย สาหัส 7 ราย  ด้าน “มาระตี” ระบุ ถกวันนี้ 5 ประเด็น ซัด กัมพูชาทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศซ้ำๆ ไทยแจงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กัมพูชาเริ่มก่อน เผยมีข่าวปลอมบอกบึ้มเซเว่นฝั่งเขมร


วันที่ 25 ก.ค. 2568 เมื่อเวลา 12.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า ขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชาซึ่งเริ่มยิงมายังกำลังฝ่ายไทยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ค. การปะทะดังกล่าวเป็นเหตุที่ไม่คาดคิด ทำให้ฝ่ายเราไม่สามารถจะเตือนไปยังประชาชนล่วงหน้าได้ แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การปะทะยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จึงอยากแจ้งเตือนประชาชนทั้งสองประเทศซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสู้รบ ให้อพยพออกจากพื้นที่สู้รบ เพื่อลดหรือป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ สำหรับยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บของฝ่ายไทยที่เป็นพลเรือน ณ วันที่ 25 ก.ค. เวลา 09.00 น. มีพลเรือนเสียชีวิตทั้งหมด 14 ราย บาดเจ็บสาหัส 7 ราย บาดเจ็บปานกลาง 13 ราย บาดเจ็บเล็กน้อย 11 ราย รวมทั้งสิ้น 45 ราย ทั้งนี้ ทางกระทรวงมหาดไทย โดย 4 จังหวัด ประกอบด้วย สุรินทร์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ได้ทำการอพยพประชาชนไปแล้วกว่า 130,000 คน หรือร้อยละ 100 ของประชาชนในพื้นที่ จังหวัดได้จัดเตรียมศูนย์พักพิงอพยพผู้ลี้ภัยซึ่งสามารถรองรับประชาชนได้มากกว่า 300,000 คน รวมทั้งจัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อดูแลความปลอดภัยและทรัพย์สินให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ กระทรวงสาธารณสุขได้อพยพผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ออกจากโรงพยาบาลที่อยู่ในรัศมีของการโจมตีที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 11 แห่ง 4 แห่งในจำนวนนั้นได้ปิดทำการไปโดยปริยาย

...

ให้กองทัพปกป้องอธิปไตย

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ขอรายงานความคืบหน้าสถานการณ์การปะทะ ณ เวลา 08.30 น.ของวันที่ 25 ก.ค. ทางฝ่ายกัมพูชายังมีการใช้อาวุธหนักและอาวุธยิงสนับสนุนระยะไกลโจมตีขอบหน้าพื้นที่การปะทะ และพื้นส่วนหลังของฝ่ายไทย ทำให้พื้นที่ส่วนหลังซึ่งมีชาวบ้านอยู่อาศัยได้รับผลกระทบ ซึ่งโรงพยาบาลเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้วย ทั้งนี้ จากการพิสูจน์ทราบ ในวันนี้การปะทะยังคงมีอยู่ในพื้นที่ทั้งหมด 12 แห่ง อาทิ พื้นที่ช่องบก พื้นที่ช่องอานม้า พื้นที่ซำแต พื้นที่ภูผี พื้นที่ช่องตาเฒ่า พื้นที่เขาพระวิหาร บริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ พื้นที่ภูมะเขือ พื้นที่ช่องจอม พื้นที่ปราสาทตาควาย และพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการมาอยู่ในขณะนี้ ขณะที่การประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) วาระพิเศษ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ได้มีมติ ดังนี้ 1.อนุมัติให้กองทัพดำเนินการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย 2.ให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ โดยพิจารณาจากกลไกช่วยเหลือเพิ่มเติม 3.ให้กระทรวงการต่างประเทศทำการประท้วงและประณามการกระทำของกัมพูชาที่ละเมิดต่ออธิปไตยของไทย และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ 4.ศบ.ทก.บริหารจัดการชายแดน และให้ข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริง โดยบูรณาการร่วมกับกองทัพ กระทรวงการต่างประเทศ สมช. กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้มีการรายงานไปที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ได้มีมติเห็นชอบ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ให้กระทรวงการต่างประเทศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา 2.ให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ 3.กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือภาคเอกชนและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์


“มาระตี” ซัด กัมพูชาทำผิด กม. ระหว่างประเทศซ้ำๆ

ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ในนามของกระทรวงการต่างประเทศ ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น การสูญเสียครั้งนี้ของพลเรือนบริสุทธิ์ ซึ่งมีการเสียชีวิตของเด็ก ที่นอกจากจะละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศแล้ว ยังเป็นการละเมิดศีลธรรมและความเป็นมนุษย์ ควรจะได้รับการประณามอย่างเต็มที่โดยประชาคมระหว่างประเทศ ขอย้ำว่าการตอบโต้ของฝ่ายไทยจะมีความชัดเจนและมีความเหมาะสมในการป้องกันตนเองตามข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ สำหรับพัฒนาการสำคัญที่ได้มีการหารือกันในที่ประชุม ศบ.ทก.วันนี้ มี 5 ประเด็น 1.แถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่ทางกระทรวงต่างประเทศได้ออกมาเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงฝ่ายไทย ซึ่งเป็นการโจมตีที่รุนแรงต่อเนื่อง ไม่ได้มีเพียงเป้าหมายทางทหาร แต่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พลเรือนชาวไทย การกระทำของกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงโดยเกิดขึ้นซ้ำๆ นับตั้งแต่กรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 16 และ 23 ก.ค. ซึ่งรัฐบาลไทยเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยุติการโจมตีเป้าหมาย ทั้งทางทหารและโดยเฉพาะพลเรือน ขอย้ำว่าการกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้ออนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 1 เกี่ยวกับความคุ้มครองโรงพยาบาล และฉบับที่ 4 เกี่ยวกับการคุ้มครองหน่วยแพทย์ รวมถึงเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์”


ไทยแจง “ยูเอ็นเอสซี” กัมพูชาเริ่มก่อน

2.ที่ประชุมได้มีการหารือกันถึงเรื่องการหารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมการแผนช่วยเหลือคนไทยที่อยู่ในกลุ่มกัมพูชา โดยวันที่ 24 ก.ค. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศได้ประชุมออนไลน์ร่วมกับภาคเอกชนพร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทุกภาคส่วนได้ยืนยันความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและความร่วมมืออย่างเต็มที่ 3.การส่งหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ตอบโต้ฝ่ายกัมพูชา ตามที่ปรากฏในรายงานข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาได้ส่งหนังสือถึงประธานยูเอ็นเอสซี ขอให้เรียกประชุมด่วนเพื่อยุติเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ไทยมีหลักฐานว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน ไทยขอให้ประธานยูเอ็นเอสซีเวียนหนังสือของฝ่ายไทยที่เป็นเอกสารทางการของยูเอ็นเอสซีเพื่อให้สมาชิกทุกประเทศได้รับทราบด้วย และวันนี้ในเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของนครนิวยอร์ก ยูเอ็นเอสซีจะจัดประชุมแบบปิดเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเชิญคู่กรณีพร้อมกับสมาชิก 15 ประเทศ ทั้งสมาชิกถาวรและไม่ถาวรของยูเอ็นเอสซีไปให้ข้อมูล ให้เป็นที่รับทราบ สำหรับฝ่ายไทยจะเป็นเอกอัครราชทูตที่ประจำอยู่ที่นครนิวยอร์ก ซึ่งมีทีมงานที่สนับสนุนท่าน โดยรมว.ต่างประเทศจะเดินทางกลับจากนครนิวยอร์กมายังประเทศไทยในคืนนี้ (25 ก.ค.) โดยน่าจะมีการรายงานต่อสื่อว่า มีการพบกับใคร มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง


เผยมีข่าวปลอมบอกบึ้มเซเว่นฝั่งเขมร

และ 5.กรณีมีข่าวปลอมซึ่งเป็นเอกสารของกระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์แห่งกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ประณามกองทัพไทยว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ได้กระทำการรุกรานสร้างความเสียหายให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลก เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายคุ้มครองแหล่งวัฒนธรรมภายใต้กรอบยูเนสโก อย่างไรก็ตาม การปะทะกันระหว่างกองกำลังไทยกับกัมพูชาในวันที่ 24 ก.ค.โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ยิงก่อน เกิดขึ้นที่เขาพระวิหาร (บริเวณห้วยตามาเรีย-ภูมะเขือ) อยู่ห่างจากตัวปราสาทพระวิหารถึง 12 กิโลเมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกระสุนหรือสะเก็ดระเบิดสามารถเดินทางไปไกลถึงปราสาทพระวิหาร ซึ่งทั้งหมดนี้ฝ่ายไทยจะชี้แจงโดยออกหนังสือเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศรายหนึ่งนำเสนอภาพการโจมตีเซเว่นอีเลฟเว่นในปั๊ม ปตท.ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่าเกิดขึ้นในสถานที่แห่งหนึ่งของกัมพูชา ซึ่งเป็นข่าวปลอม ทางกระทรวงการต่างประเทศจะเดินหน้าติดตามข่าวปลอมในลักษณะนี้ต่อไป เพื่อทำความเข้าใจและชี้แจงกับสำนักข่าวต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ขอฝากกับประชาชนว่าท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ เราต้องพยายามแยกแยะระหว่างการดำเนินการของฝ่ายรัฐบาล กองทัพของไทย กับของกัมพูชา และประชาชนทั่วไป