“ภูมิธรรม” ประณามเขมรยิงมั่ว ยั่วยุตลอด เผยหลังประชุม สมช. ให้อำนาจกองทัพใช้มาตรการตามจำเป็น บอก “มาริษ” รมว.ต่างประเทศ แจง UN แล้ว ตัวเลขเสียชีวิตล่าสุด 11 ราย
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ต.อ.ทวี สองส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. พล.อ.ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง
จากนั้นเวลา 16.30 น. นายภูมิธรรม แถลงว่า เป็นการประชุม สมช.นัดพิเศษ เนื่องจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเช้านี้ และเนื่องจากมีเรื่องสำคัญหลายเรื่อง จึงได้มีการเสนอให้เป็นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษด้วย ประเด็นที่พูดคุยกันคือมีสถานการณ์ปะทะกัน ทางกัมพูชายิงมาก่อน และเกิดเหตุประปราย สิ่งสำคัญคือกัมพูชาใช้อาวุธหนักยิงเข้ามาในเขตแดนไทยโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้มีคนไทยเสียชีวิตตัวเลขล่าสุด 11 ราย เป็นพลเรือน 10 ราย ทหาร 1 ราย มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 28 ราย เป็นพลเรือน 24 ราย เป็นทหาร 4 นาย
...
จึงขอประณามว่ากัมพูชามีการใช้อาวุธหนักที่รุนแรงและไม่มีเป้าหมาย ไม่จำกัดการต่อสู้ บางส่วนยิงลงมาที่กลางโรงพยาบาล เรื่องนี้เราขอประณาม เพราะเป็นการใช้กำลังที่ไม่ได้ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องคำนึงและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การประกาศสงคราม เป็นเพียงการปะทะกัน เรายังยืนยันในหลักการว่าต้องใช้สันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง ต้องพยายามพูดคุยกันเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะของการยั่วยุจากทางฝ่ายกัมพูชาตลอด และเราป้องกันตัวเอง รวมถึงป้องกันอธิปไตยของประเทศถือเป็นหัวใจสำคัญ และเรายอมไม่ได้ที่จะมีลักษณะการเข้ามาบุกรุกและละเมิดอธิปไตยของเรา วันนี้เราทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องตัวเองและดูแลอธิปไตยของประเทศ
นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้งติดต่อกัน ในเขตพื้นที่ที่มีการเดินลาดตระเวน ทำให้ทหารของเราขาขาดถึง 2 นาย เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ขณะนี้เราได้เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ทางกองทัพได้ดำเนินการที่จะปกป้องอธิปไตยในพื้นที่อย่างเต็มที่ โดยมีกองทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งเราได้ให้อำนาจทหารในการใช้มาตรการต่างๆ ตามความจำเป็น โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉินอาจจะไม่มีเวลามารอขออนุญาตในการตัดสินใจ ก็ขอให้ดำเนินการไปตามขอบเขต และแจ้งให้รัฐบาลทราบโดยเร็ว
ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ เราระมัดระวังป้องกันชายแดนอย่างเต็มที่ โดยให้กระทรวงมหาดไทยอพยพคนออกจากพื้นที่ให้ไกลกว่า 50 กิโลเมตร ซึ่งมีแผนดำเนินการรออยู่แล้ว และที่ประชุมได้มีมติ ซึ่งถือเป็นมติ ครม. ให้ดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด โดยเฉพาะการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิต กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งปิดโรงเรียนตามแนวชายแดน กระทรวงสาธารณสุขได้เปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลอำเภอ บริเวณชายแดนให้เป็นโรงพยาบาลสนามโดยอพยพคนไข้ที่บาดเจ็บทั้งหมดกลับไปสู่แนวหลังอยู่ในจุดที่ปลอดภัย สำหรับมาตรการต่างประเทศดำเนินการตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 23 กรกฎาคม ด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ เรียกทูตไทยประจำกัมพูชากลับ และส่งทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยกลับกัมพูชา ซึ่งถือว่าเป็นระดับรุนแรงที่สุดทางการทูต
เมื่อถามว่าจะพูดคุยระหว่าง 2 ประเทศหรือไม่ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตอนนี้ต้องให้เรื่องยุติก่อน เราไม่ได้เป็นผู้เริ่ม ถ้าแสดงความจริงใจต่อกันก็สามารถคุยกันได้ แต่ขณะนี้เรายังรู้สึกว่าทางฝ่ายเขายั่วยุและริเริ่ม เราต้องดำเนินการตามครรลองที่มันเกิดขึ้น เมื่อถามต่อถึงความเสียหายของกัมพูชา นายภูมิธรรม ระบุว่า ขออนุญาตไม่พูดเรื่องยุทธการ
ส่วนกระแสข่าวที่ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา บินออกนอกประเทศนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่ได้ติดตาม เราสนใจเรื่องคนในประเทศเรา สนใจเหตุการณ์ปะทะกันที่จะเกิดขึ้นและบานปลาย เพื่อคำนึงถึงชีวิตทหารหาญและชีวิตประชาชนของเรา ทางด้านประเด็นที่กัมพูชายื่นหนังสือถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แล้ว ทางประเทศไทยจะมีการดำเนินการอย่างไรนั้น ตอนนี้นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อยู่นครนิวยอร์ก ได้พูดคุยประสานกับเลขาธิการ UNSC แล้ว เราได้พบและพูดคุยกับตัวจริง เล่าสถานการณ์ต่างๆ ให้ฟัง ได้ชี้แจงเรียบร้อยแล้ว
“เรายืนยันว่าโดยหลักการที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของประเทศ และการบุกเข้ามาในประเทศไทย เราปกป้องตัวเราเอง เรายืนยันอย่างหนักแน่น และยืนบนหลักของกระทรวงต่างประเทศที่พูดมาและรัฐบาลได้แสดงออกไปชัดเจน แต่หลายเรื่องเราขอว่าบางอย่างเราพูดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านยุทธการ หากพูดไปจะยิ่งทำให้เขารู้ และมันจะเพลี่ยงพล้ำในยุทธการต่างๆ”
ขณะที่คำถามว่าทางกองทัพได้มีการขีดเส้นหรือไม่ การปฏิบัติการจะยุติเมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า ให้เหตุการณ์เข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และมีข้อยุติที่เพียงพอ ผู้สื่อข่าวถามต่อ ขณะนี้ได้มีการติดต่อจากทางกัมพูชา หรือคาดการณ์เหตุปะทะจะยืดเยื้อขนาดไหน นายภูมิธรรม กล่าวว่า ได้ยินทางโซเชียลมีเดีย ยังไม่ได้มีการคุยกัน ฟังแต่โซเชียลมีเดีย จริงไม่จริงไม่รู้
ในคำถามว่ากัมพูชายังคงยั่วยุ หากอยากให้สถานการณ์สงบโดยเร็วมีวิธีการอย่างไร นายภูมิธรรม ระบุว่า วิธีการพูดไม่ได้ แต่เขาต้องยุติความรุนแรง สิ่งที่สำคัญตนคิดว่าต้องระมัดระวังเรื่องข่าวลือ ข่าวไม่ชัดเจนอย่าเผยแพร่ ยืนยันกองทัพสามารถดูแลประเทศได้ มีความพร้อมทุกอย่าง
หากทางกัมพูชายังรุนแรงมา ไทยก็จะแรงกลับใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม บอกว่า เราจะดูแลตามสถานการณ์โดยไม่ให้อธิปไตยเราเสียหาย เมื่อถามอีกว่าจำเป็นต้องดึงองค์กรระหว่างประเทศมาเป็นตัวกลางเจรจาหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ยังครับ ตอนนี้เราอยู่ระหว่างที่ดำเนินการ และแจ้งให้องค์การระหว่างประเทศได้ทราบ” ทั้งนี้ การปกป้องอธิปไตยของไทยถือเป็นการประกาศสงครามแล้วหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวตอบว่า ยังไม่ใช่เรื่องประกาศสงคราม เป็นเรื่องของการปะทะกันที่กำลังพยายามหาข้อยุติ สิ่งสำคัญคือเรายืนบนหลักปกป้องอธิปไตยของประเทศ และป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกรุกราน และไม่ให้ประชาชนประสบปัญหา
อยากบอกอะไรกับประชาชนบริเวณพื้นที่ชายแดน นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นรัฐบาลมีความห่วงใยประชาชน เราปกป้องตัวเราเองเต็มที่ แต่อยากให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ และจะทำทุกอย่างเท่าที่เงื่อนไขเราทำได้ อย่างสุดความสามารถ ในช่วงท้ายเมื่อถามถึงเรื่องแรงงานกัมพูชา ทางการไทยจะยังผ่อนผันให้ทำงานในประเทศไทยเหมือนเดิมหรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “เอาเรื่องไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น เอาเรื่องนี้ก่อน”