“ชูศักดิ์” หวัง 10 ก.ย. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทำประชามติ 2 ครั้ง หวังได้ สสร. ทันรัฐบาลชุดนี้ แต่หาก 3 ครั้งต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ยอมรับต้องทำการบ้านหนักกับ สว. ถึงจะผ่านได้


เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 23 ก.ค. 2568 ที่ทำเนียบ นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ นัดวินิจฉัยในวันที่ 10 ก.ย. ประเด็นการทำประชามติเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวนกี่ครั้งว่า หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าต้องทำ 2 ครั้ง ก็หมายความว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย (พท.) โดยมีสาระสำคัญที่มาของ สสร. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน กระจายตามจำนวนประชากร กับร่างของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ค้างอยู่ในรัฐสภา ก็สามารถเดินต่อไปได้เลย เพราะประธานรัฐสภาสั่งบรรจุวาระแล้ว และเดินหน้าต่อไปเลยจนถึงโหวตวาระ 3 ทั้งนี้ ระหว่างการพิจารณาต้องดูเกณฑ์เรื่องเสียงของ สว. ต้องเห็นชอบ 1 ใน 3 ถึงจะสำเร็จได้ ดังนั้นเราต้องไปทำการบ้าน

หวังตั้ง สสร.ได้ทันรัฐบาลชุดนี้

เมื่อถามว่า ความคาดหวังของรัฐบาล หากศาลรัฐธรรมนูญบอกให้ทำ 2 ครั้ง เป้าหมายอยากให้สำเร็จถึงขั้นตอนไหน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า มีอยู่เงื่อนไขหนึ่งว่า สว. จะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งวันที่ 21 ก.ค. 2568 ตนได้กระทู้เรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมวุฒิสภา และได้บอกขอความกรุณาว่าเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาก็ต้องช่วยกันหน่อย อย่างไรก็ตาม หากเรื่องนี้ไปต่อได้ การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 โดยจะมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เข้าใจว่าอาจไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นตนจึงตั้งความหวังว่า แม้จะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ตั้ง สสร. ให้ได้ ดังนั้นประการแรก คือ สว. เห็นชอบ ประชามติครั้งแรกต้องผ่าน และจึงสามารถตั้ง สสร. ได้ แม้จะมีการยุบสภาฯ สสร. ก็ยังคงทำงานต่อได้ และเสนอรัฐธรรมนูญให้สภาฯ ชุดใหม่ดำเนินการต่อไปได้

...

ถ้าประชามติ 3 ครั้ง ต้องเริ่มต้นใหม่

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า แต่หากศาลรัฐธรรมนูญบอกต้องทำประชามติจำนวน 3 ครั้ง ก็หมายความว่าเราต้องเริ่มใหม่ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวทั้ง 2 ร่างใช้ไม่ได้ ต้องทำประชามติถามประชาชนก่อนว่าจะมี