“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” ตื้นตันใจ พี่น้องกระทรวงแรงงานร่วมอำลาตำแหน่งเจ้ากระทรวง หลังพรรคภูมิใจไทยถอนตัวร่วมรัฐบาล พร้อมส่งไม้ต่อรัฐมนตรีใหม่ สานต่อนโยบายเพื่อแรงงานไทย
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 19 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ พนักงาน จากหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงแรงงาน รวมตัวกันบริเวณลานโถงชั้น 1 เพื่อมอบดอกไม้ให้กำลังใจและรอส่ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะ ที่ได้ยื่นหนังสือลาออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หลังพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เนื่องจากทางพรรคภูมิใจไทยรับไม่ได้ในเรื่องคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา
โดยนายพิพัฒน์ และคณะ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ และศาลพ่อปู่ชินพรหมมา เนื่องในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดยมี นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ร่วมพิธีกันอย่างเนืองแน่นเต็มพื้นที่โถงด้านล่างกระทรวงแรงงาน
ทั้งนี้ ภายหลังจากสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงานเสร็จสิ้น นายพิพัฒน์ รับมอบดอกไม้ และกล่าวว่า รู้สึกปลื้มปีติและตื้นตันใจ ในส่วนของการต้อนรับจากพนักงานข้าราชการทุกภาคส่วนตั้งแต่เริ่มการทำงาน แต่ที่สำคัญกระทรวงแรงงานเราก็มีวัฒนธรรมประเพณีที่ไม่เหมือนกับกระทรวงก่อนหน้านี้ที่ตนเคยกำกับดูแล เพราะฉะนั้น ด้วยความที่ตนได้รับความอบอุ่นตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาสู่กระทรวงแรงงาน ทำให้เกิดความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ ตนมาใช้ชีวิตในกระทรวงแรงงานร่วม 2 ปี ได้รับสิ่งที่พอใจมากๆ
...
สำหรับใครที่จะเดินทางเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงคนต่อไป ต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้นำรัฐบาล หากมีโอกาสในวันข้างหน้าที่ผู้นำรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นใคร ซึ่งในปัจจุบันคือนางสาวแพทองธาร แต่ในขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทยของเราก็ได้ถอยจากพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งการที่จะกลับมาร่วมรัฐบาลกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน หรือนายกรัฐมนตรีคนต่อไปในอนาคต และตนไม่ทราบว่าเป็นใคร หากตนได้รับการไว้วางใจจากผู้นำรัฐบาลในโอกาสต่อไป จะขอกลับมาสานฝันของตนต่อในกระทรวงแรงงาน
นายพิพัฒน์ ยังได้กล่าวถึงรัฐมนตรีที่จะเข้ามาทำงานหลังจากนี้ว่า ในส่วนของนโยบาย หากมองว่านโยบายไหนที่ดี ก็อยากให้สานต่อเพื่อประหยัดเวลา เพราะตนเชื่อว่าประเทศไทยไม่มีเวลาที่จะเริ่มต้นใหม่ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีของแต่ละกระทรวง ดังนั้น อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีควรที่จะต่อยอด และอะไรที่ยังไม่ครบถ้วนก็ให้เติมเต็มในจุดนั้น ซึ่งตนได้ถือปฏิบัติมาตลอด ในส่วนของรัฐมนตรีท่านเก่าไม่ได้ทำไว้ก็เติมเข้าไปในหลายโครงการ และทำโครงการเหล่านี้มีความราบรื่น จึงหวังว่าหลังจากนี้ใครก็แล้วแต่ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีมาเป็นผู้นำกระทรวงแรงงานได้สานต่อโครงการต่างๆ เพื่อให้ประเทศไทยได้ทันประเทศอื่นๆ ในส่วนที่ก้าวหน้ากว่าประเทศไทย
พร้อมกันนี้ ขอให้ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ข้าราชการ พนักงาน ในสิ่งที่ค้างไว้หากสามารถทำให้จบได้จะขอบคุณมาก แต่หากเจ้ากระทรวงคนใหม่อยากเปลี่ยนโครงการตนก็ไม่ขัดข้อง เพราะเชื่อว่าคนใหม่จะนำนโยบายที่ดี โครงการที่ดี มาทำให้กระทรวงแรงงานเจริญรุ่งเรืองต่อไป และทำให้ผู้ใช้แรงงานได้เพิ่มทักษะ Upskill - Reskill เพื่อเป็นแรงงานยุคใหม่ไม่ล้าหลังต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีเกมการเมืองเข้ามาทำให้ไม่สามารถอยู่ทำงานได้จนครบวาระ จะมีโอกาสที่กลับมากระทรวงแรงงานในยุคของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ถือว่าการที่นักการเมืองแต่ละท่านได้รับความไว้วางใจจากท่านนายกรัฐมนตรีให้เข้ามากำกับดูแลกระทรวงต่างๆ นั้น เมื่อถึงเวลาคุณเข้ามาได้ และเมื่อถึงเวลาใดเวลาหนึ่งก็ต้องจากไป ตนไม่ถือว่าเป็นเกมการเมือง แต่ถือว่า คำว่ารัฐบาลเป็นการร่วมกันในหลายๆ พรรค นโยบายรัฐบาลเป็นนโยบายภาพรวมของการร่วมรัฐบาล ส่วนที่อาจจะมีการกระทบกระทั่งกัน สิ่งต่างๆ ที่อาจจะมีนโยบายแล้วเดินร่วมทางกันต่อไปไม่ได้ เราก็แยกจากกัน ซึ่งการแยกจากกัน ก็ถือว่าเป็นการแยกจากกันด้วยดี
“การแยกจากกัน ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีโอกาสกลับมาร่วมงานกัน ถึงจุดๆ หนึ่งเราอาจจะมีโอกาสร่วมรัฐบาล หรือกลับมาทำงานพร้อมกัน ดังนั้น คำว่าพรรคการเมือง นักการเมือง พรรคร่วมรัฐบาล สิ่งที่มารวมตัวกันได้ ก็ต้องมีการแยกจาก เมื่อมีการแยกจากก็ยังมีโอกาสกลับมาใหม่ นี่คือรัฐบาลที่มาจากหลายๆ พรรค ส่วนจะมีโอกาสกลับมาหรือไม่ ก็ต้องอยู่ที่ท่านนายกฯ ว่ามีนโยบายอย่างไร แต่เมื่อพรรคภูมิใจไทยถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล ตัวผมเองและทางพรรคภูมิใจไทย ก็ได้มอบอำนาจสิทธิขาดให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้ตัดสินใจ ดังนั้น โอกาสที่จะกลับมาได้หรือไม่ได้ อยู่ที่เราสามารถกลับมาทำงานด้วยกันได้หรือไม่”