“มาริษ” ถึงกรุงปารีส เตรียมประชุม OECD เผย ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาใกล้ชิด เตรียมเจรจาในกรอบ JBC เร็วๆ นี้ ย้ำไทยทำหนังสือประท้วงปฏิบัติตามหลักสากล หาทางแก้ไขอย่างสันติ
นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) เพื่อเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรี OECD ในระดับรัฐมนตรี ในวันที่ 3-4 มิถุนายน 2568 เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตนและกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง และได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เรียกประชุมกรมกองที่เกี่ยวข้องเพื่อหาท่าทีในเรื่องนี้ โดยมอบนโยบายว่าเราจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่เรามีทุกอย่างไปในทิศทางเดียวกัน
ที่สำคัญที่สุดคืออยากจะเห็นนโยบายที่เราจะต้องเจรจา และหาทางแก้ไขปัญหานี้อย่างสันติ ไม่นำไปสู่การขยายตัวของความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันอย่างยาวนาน สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ไม่ใช้กำลัง จึงเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงการต่างประเทศ เป็นสิ่งที่นักการทูตจำเป็นจะต้องใช้
รมว.ต่างประเทศ กล่าวต่อไปว่า ตนได้สั่งการให้ไปรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านกฎหมาย รวมภาพถ่ายทั้งหลายเตรียมท่าทีสำหรับไปเจรจาโดยเร็วในกรอบของ JBC ซึ่งตัวนี้จะมีความสำคัญ เพราะเราสามารถเจรจาหาทางออกได้ ซึ่งจะได้หรือไม่ได้นั้นตนไม่สามารถที่จะการันตีได้ แต่ว่าเป็นกลไกสำคัญที่เรามีอยู่กับกัมพูชา ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ผลักดันกับทางกัมพูชาที่จะขอให้มีการจัดการประชุม JBC โดยเร็วที่สุด ขณะนี้กัมพูชาจะต้องเป็นเจ้าภาพการประชุม แต่ตนก็ยืนยันไปด้วยว่าถ้ากัมพูชายังไม่มีความพร้อม ประเทศไทยพร้อมจัด เนื่องจากเราเห็นความสำคัญของกลไกนี้ ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาใน 2 ด้าน 1. การลดความตึงเครียดที่เกิดขึ้น และ 2. การมานั่งพูดคุยว่าเราจะกำหนดหรือหาทางแก้ไขเส้นเขตแดนระหว่างประเทศได้อย่างไร
...
“เรื่องการกระทบกระทั่งที่เกิดขึ้น เรามีหนังสือประท้วงกับฝ่ายกัมพูชาไปแล้วด้วยเช่นกันว่าการกระทำของเรานั้นเป็นไปตามหลักสากล และเราต้องการที่จะแสดงการยืนยันสิทธิของเราในเรื่องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และมีหนังสือไปแล้ว พูดอย่างชัดเจนว่าเราดำเนินการด้วยความเหมาะสม เป็นไปตามกลไกของกฎหมายระหว่างประเทศ และการปฏิบัติอย่างสากลทุกประการ”
โดยในวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ตอนกลับไปถึงประเทศไทย ได้กำหนดที่จะเรียกผู้บริหารทั้งหมดประชุมกำหนดท่าทีของเราให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ขอย้ำว่าตนประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา และเรียกประชุมทางออนไลน์กับกระทรวงการต่างประเทศอย่างตลอดเวลา เป็นระยะๆ เมื่อมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
สำหรับกรณีที่ผู้นำกัมพูชา ขอให้สภาลงมติส่งข้อพิพาทไปยังศาลโลก กังวลว่าจะกระทบกับ JBC หรือไม่ นายมาริษ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกันเลย ก็เป็นสิทธิที่ประเทศกัมพูชาจะดำเนินการอย่างไรก็ได้ และก็เป็นสิทธิของประเทศไทยที่เราจะตัดสินใจอย่างไร เพราะประเทศไทยเราก็มีท่าทีชัดเจน ซึ่งในท้ายที่สุดตนได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศมองภาพรวมให้เห็นอย่างชัดเจน กำหนดท่าที เพื่อที่จะวางนโยบายยุทธศาสตร์ที่เราจะไปเจรจากับประเทศกัมพูชา ขณะเดียวกัน ก็กำหนดมาตรฐานของเราว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งในกรอบของทวิภาคีความสัมพันธ์ระหว่างกัน รวมทั้งใช้กลไกที่มีอยู่ระหว่างประเทศด้วย.