“วีรพัฒน์ ปริยวงศ์” มอง คดีจำนำข้าว ศาลปกครองสูงสุดจะยืนตามศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้เพิกถอน เหตุไม่มีหลักฐานบ่งชัดว่านำเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง จะชี้ว่าทำแล้วขาดทุนต้องเป็นความผิดรัฐบาลไปด้วยไม่ได้ เพราะเป็นโครงการอุดหนุนทางเศรษฐกิจ

วันที่ 22 พ.ค. 2568 เมื่อเวลา 9.20 น. นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักกฎหมายอิสระ เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ ถึงคดีจำนำข้าว ของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลปกครองสูงสุดจะนัดพิพากษาตัดสินชี้ขาดในวันนี้ ว่าจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการ เป็นเงิน 35,717,273,028 บาท หรือไม่ ว่า ในความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่าศาลปกครองสูงสุดจะยืนตามศาลปกครองชั้นต้น คือให้เพิกถอนคำสั่งเพราะเป็นการกระทำในเชิงนโยบาย ตัวนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นคนทุจริต ไม่ได้เป็นคนเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง แต่เป็นการปฏิบัติตามโครงการทางเศรษฐกิจ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อไม่ได้ให้แสวงหาผลกำไรและช่วยเหลือเกษตรกร การจะประเมินมูลค่าความเสียหายในเชิงการค้าถือเป็นหลักการที่ผิด เพราะคดีนี้อดีตนายกรัฐมนตรี จะผิดชัดเจนก็ต่อเมื่อมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีความตั้งใจ ทำให้โครงการขาดทุนและนำเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง แต่ศาลชั้นต้นเห็นแล้วว่าไม่มีหลักฐานที่จะนำไปสู่ความผิด เพราะโครงการจำนำข้าวคือโครงการอุดหนุนทางเศรษฐกิจ (subsidy)

ดังนั้นหากจะบอกว่าขาดทุนแล้วมาดำเนินการเรื่องอื่นใด ตนเองจึงมองว่าไม่ขาดทุนคงเป็นเรื่องแปลก แต่ตอนนี้มีปัญหาคือเอากฎหมายไปตีความในเรื่องการอุดหนุนทางเศรษฐกิจ ที่มองว่าคงไม่ได้ และเป็นเรื่องที่ตีความยากที่นายกฯ จะต้องมารับผิดเอง มิเช่นนั้น โครงการทุกโครงการที่รัฐบาลทำแล้วขาดทุนไม่ประสบความสำเร็จ ก็ต้องบอกว่ารัฐบาลผิดไปด้วยหรือไม่ เช่น กองทัพซื้อรถถังมาแล้วไม่ได้ใช้งานเพราะไม่มีสงครามต้องฟ้องกองทัพด้วยหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่ตีความเช่นนี้ไม่ได้ อีกทั้งเรื่องนี้มีนัยยะทางการเมืองสูงและอย่าลืมว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการนำไปสู่ปฏิวัติรัฐประหาร ตนเองจึงมองว่ามีความไม่เป็นธรรมในเรื่องของกฎหมาย และความไม่ปกติทางการเมือง จึงคิดว่าศาลปกครองสูงสุดจะยืนตามศาลชั้นต้น ที่จะสั่งให้เพิกถอนเพราะถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

...

“ตนเองคิดว่าในทางกฎหมาย 1. มันตีความเอาเรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจมาเป็นผลเรื่องกำไรขาดทุนของการพาณิชย์มันตีความไม่ได้ 2. มันต้องมีหลักฐานเรื่องการเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง และ 3. มีเรื่องความไม่ปกติทางการเมืองที่ถูกหยิบยกมาโจมตีจนนำไปสู่การยึดอำนาจ รูปประการทั้งปวงจึงมีนัยทางการเมืองสูงมาก จึงเชื่อว่าศาลจะตีความไปตามนัยทางกฎหมายและพยานหลักฐาน” นายวีรพัฒน์ กล่าว

เมื่อถามว่า ทรัพย์ที่ถูกยึดไปก่อนหน้านี้จะทำอย่างไร นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ทุกอย่างก็ต้องเพิกถอนและยุติ และต้องปลดอายัติในสิ่งที่ยึดไว้ ส่วนอัยการในคดีอาญาจะ