กมธ.วิสามัญแก้ไฟใต้ เรียกร้องสังคมร่วมประณาม ผู้ก่อเหตุฆ่าประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เปลี่ยนมุ่งเป้าที่ชาวบ้านทั้งที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ยอมรับรัฐไทยแก้ไฟใต้ 20 ปีล้มเหลว ป้องรัฐบาล อย่าสรุปเหมารวมเพราะไม่ตั้งคณะเจรจาสันติสุขชายแดนใต้ เคาะเร่งสรุปรายงานระยะสั้น-ยาว ร่วมออกแถลงการณ์ 5 ข้อ ประณามผู้ก่อเหตุมุ่งเป้าประชาชน
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 พ.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยก่อนการประชุม กมธ.ฯ ว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงสุดท้ายของการจัดทำรายงานเพื่อเสนอและข้อสังเกตต่อสภาฯ และส่งต่อไปยังรัฐบาล โดยจะทำให้เสร็จทันช่วงปิดสมัยประชุมนี้ ส่วนเหตุความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่กลับมารุนแรงในช่วงนี้ ถือเป็นเหตุเฉพาะเรื่องเราไม่ได้นำมาพูดคุยใน กมธ.ชุดนี้ เพราะ กมธ.จัดทำข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาในภาพรวม และแก้ไขปัญหาระยะยาว เหตุที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มความรุนแรงที่มุ่งเป้าที่ประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยไม่สามารถพิสูจน์ หรือหาตัวคนร้ายด้วยนิติวิทยาศาสตร์ได้ สังคมต้องช่วยกันประณามว่า เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าการจะใช้ความรุนแรงเช่นนี้
“ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในระยะหลังนี้ สะท้อนว่า การแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ใน 20 ปีนี้ เรายังแก้ไม่ตก แก้ไม่สำเร็จ ทั้งที่เราทุ่มเททรัพยากรและงบฯ มหาศาลราว 4-5 แสนล้านลงไปในพื้นที่ แต่ยังคงเป็นพื้นที่ที่เติบโตช้าและมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุด ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำที่สุด กระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ไร้ระบบที่ทำให้ประชาชนเชื่อถือในการพิสูจน์ว่าเป็นฝีมือของใคร ทำให้เกิดการแก้แค้นกันไปมา ถือเป็นพื้นที่ลักษณะพิเศษ เป็นพื้นที่เดียวที่ใช้กฎหมายพิเศษถึง 3 ฉบับ รวมถึงกฎอัยการศึกด้วย แต่ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงต้องทำให้พี่น้องประชาชนมั่นใจมากขึ้นด้วยกระบวนการปกป้องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” นายจาตุรนต์ กล่าว
...
เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมาย มีสาเหตุมาจากความไม่ชัดเจนของรัฐบาลนี้ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การพูดคุยกับผู้เห็นต่างในทางลับมีมาโดยตลอด ในปี 2556 มีการตั้งคณะเจรจาพูดคุยของทั้งสองฝ่าย คณะพูดคุยตั้งโดยนายกรัฐมนตรี เมื่อเปลี่ยนนายกฯ คณะเดิมก็ต้องยกเลิกไป ดังนั้น ตอนนี้จึงยังไม่มีการตั้งคณะพูดคุย แต่ กมธ.ไม่ขอก้าวล่วงว่า เหตุใดยังไม่มีการตั้งคณะพูดคุย โดยหลักแล้ว เราคิดว่าการพูดคุยเป็นประโยชน์ แต่จะได้ผลแค่ไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้เป็นเรื่องของกลยุทธ์ของฝ่ายบริหาร แต่ตอนนี้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น จะสรุปว่าเป็นเพราะไม่มีการพูดคุยก็เป็นการสรุปที่ง่ายเกินไป เพราะปัญหาทับถมกันมาหลายสิบปี เมื่อถามย้ำว่า การสรุปรายงานของ กมธ.อยู่ในช่วงความรุนแรงพอดี ต้องปรับเข้าใส่ไปในรายงานหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า กมธ.จะไม่เสนอทางออกเฉพาะเหตุการณ์ เพราะไม่ใช่โจทย์ที่ได้รับจากสภาฯ แต่อาจพิจารณาเสนอข้อสังเกตเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้รู้สึกว่าเป็นประโยชน์จากการรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือ การเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำแล้วก็ยังยืดเยื้อเรื้อรังไปเรื่อยอย่างที่ผ่านมา
“กมธ.แก้ไฟใต้” เร่งสรุปรายงานระยะสั้น-ยาว
ต่อมาเวลา 12.30 น. หลังการประชุมเสร็จสิ้น นายจาตุรนต์ ในฐานะประธาน กมธ.แถลงหลังการประชุม ว่า กมธ.ได้ข้อสรุปจะจัดทำข้อเสนอของ กมธ.ในเชิงภาพรวม เพื่อแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น และระยะยาวที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา และทำให้เกิดสังคมการตั้งสติเพื่อร่วมหาทางออก และคุ้มครองให้ความปลอดภัยต่อประชาชนโดยมีการนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้เร็วที่สุด และสอดคล้องกับหลักนิติธรรม โดยร่วมมือกับทุกฝ่ายทุกภาคส่วนเพื่อพูดคุยสันติภาพ เราอยากให้สังคมเกิดความเข้าใจว่า ปัญหาความขัดแย้ง ความไม่สงบในชายแดนใต้ เป็นเรื่องที่ซับซ้อน สะสมมายาวนาน หลายฝ่ายกำลังพูดถึงการทบทวนว่า การแก้ปัญหาไม่ประสบความสำเร็จ เป็นเพราะเหตุใด จะเป็นเรื่องที่เราจัดทำรายงานเพื่อนำข้อเสนอเข้าสู่สภา และส่งต่อไปยังรัฐบาลต่อไป
ร่วมออกแถลงการณ์ 5 ข้อ ประณามผู้ก่อเหตุมุ่งเป้าประชาชน
ด้านน.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ในฐานะโฆษก กมธ. อ่านแถลงการณ์ของ กมธ. ต่อความรุนแรงล่าสุดในพื้นที่ชายแดนใต้ ว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่สังหารพลเรือน เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ รวมถึงพระสงฆ์ในศาสนาพุทธและครูสอนศาสนาอิสลาม สร้างความสะเทือนใจประชาชนและสังคมในวงกว้าง ทำให้ประชาชนในพื้นที่อยู่ในภาวะหวาดระแวง กังวลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ในสภาวะเช่นนี้ การใช้สติและเหตุผลในการเผชิญเหตุเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อยุติความรุนแรงและแสวงหาทางออกอย่างสันติวิธี กมธ.ขอแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ ดังนี้
1. กมธ.ขอประณามการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบและขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อทุกความสูญเสีย เราขอให้หยุดการกระทำดังกล่าวโดยทันที เพราะการใช้ความรุนแรง ขัดต่อหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน หลักการทางมนุษยธรรม แต่ยังบ่อนทำลายกระบวนการสร้างสันติภาพอย่างรุนแรง
2. กมธ.ยืนยันว่า ต้องมีการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด โดยดำเนินการตามหลักนิติธรรมและความโปร่งใส เป็นธรรมต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในทุกภาคส่วน ถือเป็นบันไดขั้นแรกสู่การคลี่คลายสถานการณ์ลดความหวาดวิตก ไม่ไว้วางใจกันในพื้นที่
3. กมธ.ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐมีมาตรการคุ้มครองและความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
4. กมธ.ขอสนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยสันติภาพ เพื่อยุติความรุนแรง เพื่อแสวงหาทางออกทางการเมืองร่วมกันอย่างสันติภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ
5. กมธ.ตระหนักว่าปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนและต้องการแนวทางการสร้างสันติภาพในหลากหลายมิติ รวมทั้งต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน กมธ.กำลังเร่งจัดทำรายงานที่ครอบคลุมข้อเสนอทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างเป็นระบบ เพื่อการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้อย่างยั่งยืน