“วิโรจน์” เตือนรัฐบาลดูเรื่องนิรโทษกรรมเหมาเข่ง อย่ารวบรัด งุบงิบดัน “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” สุดลิ่ม แนะเปิดพื้นที่ให้ผู้เห็นต่างวิจารณ์และซักถามข้อกังวลจนสิ้นสงสัย
วันที่ 16 เมษายน 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่ นายวิสุทธิ์ ไชยรุณ ประธานวิปรัฐบาล ระบุ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ไม่ใช่แค่กาสิโนเพียงอย่างเดียว อย่าปล่อยให้เกิดการบิดเบือน ว่าการโทษทุกสิ่งทุกอย่าง แสดงว่าไม่เข้าใจปัญหา ขนาด ครม. พรรคร่วมรัฐบาล ประชุมกันทุกสัปดาห์ การสื่อสารกันเองยังด้อยประสิทธิภาพ แล้วยังมีหน้ามาโทษคนอื่นบิดเบือนอีก ยืนยันตนไม่เคยค้านแบบสุดลิ่ม หรือไปบิดเบือนแต่จะพยายามบอกว่ารัฐบาลยังขาดการดึงเอาประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องที่จะดำเนินนโยบายได้อย่างถูกต้อง ถ้ารัฐบาลไม่เปิดช่องก็เท่ากับรัฐบาลปิดประตูตีแมว เคยมีประสบการณ์กับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งมาแล้ว ไม่ใช่หรือ แสดงว่าดักดานไม่เคยเอามาเป็นบทเรียน มัวแต่โทษคนอื่น นี่คือปัญหาของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ส่วนเรื่องเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ประชาชนทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ยังรับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงไม่ตรงกันอยู่เลย และมี 2 เรื่องที่รัฐบาลต้องสื่อสารอย่างหนักและดีกว่านี้ คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเมินหรือประมาณการไว้ ใช้ตัวแปรอะไร รวมถึงผลเสียต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับสังคมในทางลบ รัฐบาลมีมาตรการจัดการอย่างไร
แนะอย่ามองคิดต่างเป็นศัตรู
เมื่อถามถึงการรับฟังความเห็นประชาชน ช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ รัฐบาลควรทำอย่างไร นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนขอย้ำว่าต้องเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชน นักวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์ ร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โดยรัฐบาลตอบคำถามอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ตอบโต้ กฎหมายลักษณะนี้ถ้าไม่ประณีตและรัดกุม ถ้าเกิดผลกระทบทางลบต่อสังคม กว่าจะแก้ไขกฎหมายได้ ใช้เวลาหลายปี ให้รับไปก่อนแล้วแก้ทีหลังแบบสุกเอาเผากินไม่ได้ จะอ้างแก้ในชั้น กมธ. ไม่ได้ ถ้าเคลียร์กับประชาชนจนสิ้นข้อสงสัย แก้ไขร่างที่ 1 จนประชาชนรับได้ ก่อนส่งเข้าสภาฯ ให้รับหลักการ ก็มีแนวโน้มจะผ่าน แบบนั้น สว. เองก็ไม่น่าจะมีแรงต้านหากประชาชนเห็นด้วย ตนว่านายวิสุทธิ์ต้องไปบอกพรรคเพื่อไทยและ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ก่อนว่าอย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู เพราะรัฐบาลขาดการประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงอย่างครอบคลุม ทั่วถึง เพียงพอ ยิ่งเห็นรัฐบาลงุบงิบ มุบมิบ กุลีกุจอจะทำให้ได้ ประชาชนก็อาจจินตนาการในทางร้ายไว้ก่อนอยู่แล้ว
...
ขู่โรยเกลือนายกฯหลังสงกรานต์
นายวิโรจน์ กล่าวถึงความคืบหน้า มาตรการโรยเกลือรัฐบาลต่อเนื่องจากเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า หลังจากสงกรานต์ ช่วงวันที่ 21 เมษายน นี้ จะมีการแถลงข่าว 3 ประเด็นหลัก คือ 1. พฤติกรรมของนายกฯ ที่เข้าข่ายทำนิติกรรมอำพราง โดยใช้ตั๋ว PN หลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ ต้องให้อธิบดีกรมสรรพากร ส่งเรื่องสอบถามหรือหารือไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร เพื่อให้กรณีนี้ได้รับการสรุป และมีบทสรุปที่ชัดเจนอย่างสิ้นข้อสงสัย ประชาชนจะได้นำเอาแพทองธารโมเดล เวลาจะให้หุ้นบริษัท ให้ที่ดินกับลูก หรือว่าสินทรัพย์ใดที่มีระบบทะเบียน ต่อไปนี้ เขาจะได้เลิกให้ และใช้นิติกรรมแสร้งทำเป็นขายแล้วให้ลูก ทำตั๋ว PN ที่ไม่มีกำหนดการชำระเงิน ไม่มีดอกเบี้ย ยื่นหมูยื่นแมวมาให้หรือไม่ ต้องถามนายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ว่าจะยอมรับกรณีแบบนี้เป็นมาตรฐานจริงหรือเปล่า 2. เรื่องโฉนดโรงแรม เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ซึ่งตนยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ต้นน้ำลำธาร ไม่ว่ากฎหมายฉบับไหน ก็ไม่สามารถออกเป็นโฉนดได้ ก็เท่ากับว่าอาจได้โฉนดมาโดยมิชอบ ต้องมีการเดินหน้าเพิกถอนโฉนด
ยื่น ป.ป.ช. ฟันละเว้นปฏิบัติหน้าที่
นายวิโรจน์ กล่าวว่า 3. กรณีของนักโทษชั้น 14 ก็เข้าข่ายว่านายกฯ รู้ทั้งรู้ แต่ว่าก็จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ต้องมีการพิจารณาส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป แต่ยืนยันว่าเราจะไม่ใช้ช่องทางจริยธรรม จัดการกับนายกฯ แน่ ๆ เพราะเราเชื่อว่าจริยธรรมมันอยู่ที่ตัวตนของนายกฯ เอง ไม่ต้องไหว้วานให้มรดกบาป คสช. มาชี้ว่าคนดีเลว แม้ว่าเราจะได้ประโยชน์ก็ตาม กับการยื่นมีดให้ศาลรัฐธรรมนูญ เราจะไม่ใช้วิธีการที่พรรคเราเชื่อว่าไม่ถูกต้อง จัดการกับคนไม่ถูกต้อง เรายังคงเรียกร้องให้นายกฯ มีสำนึกในตัวเอง และจริยธรรมตัวเองต้องตัดสิน รับผิดชอบ ไม่ต้องให้ใครชี้นิ้ว และไม่ต้องให้มรดกบาป คสช. เอามีดมาฟัน ย้ำว่าแม้ว่าเราจะได้ประโยชน์ต่อการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่เราจะไม่ใช้กระบวนการที่เราเชื่อว่าไม่ชอบธรรม จัดการกับคนไม่ชอบธรรม เพราะมันไม่ยั่งยืน ระบบสามานย์ต่าง ๆ ก็จะดำรงอยู่ เราไม่สามารถเอาน้ำเสียไล่น้ำเสียได้