“ไชยชนก ชิดชอบ” ลูกชาย “เนวิน” อภิปรายเดือด ประกาศกร้าวกลางสภาฯ ไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิโน แม้พรรคภูมิใจไทยเสนอก็ไม่พิจารณา เตือนมีสติปม “ภาษีทรัมป์” ควรถอย 1 ก้าว รักษาบุคลากร-ทรัพยากรประเทศไว้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 9 เมษายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย 1 ใน 10 ผู้เสนอญัตติเรื่องกำแพงภาษีสหรัฐฯ อภิปรายว่า นายกรัฐมนตรีโชว์วุฒิความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง คือนายกรัฐมนตรีของประเทศ มองถึงความปลอดภัยและประโยชน์ของประชาชนก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว พร้อมขอประกาศในสภาฯ ถึงร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. .... หรือ ร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ว่า

“ด้วยความจริงใจ ผมขอประกาศในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ว่าผมนายไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายคนโตของนายเนวิน และนางกรุณา ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จะไม่มีวันเห็นด้วยกับกาสิโน และไม่ใช่แค่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ทุกๆ พ.ร.บ.หลังจากนี้ แม้กระทั่ง พ.ร.บ.ของพรรคภูมิใจไทย ที่เราคิดขึ้นมาแล้วนำเสนอเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยอย่างบ้านเกิดเมืองนอน ผมก็จะไม่พิจารณา เพราะว่าสำหรับผมและทุกอย่างที่ผมได้ศึกษามา มันมีเรื่องที่เร่งด่วนกว่าอย่างมหาศาล

และถ้าหากพวกท่านสงสัยว่าทำไมเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่อยู่ จ.บุรีรัมย์ ที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งหลายที่สุดโดยหลายเหตุผลที่ท่านทราบ ผมที่ไม่เคยหิวแสง ผมที่ไม่เคยต้องการสัมภาษณ์ ผมที่ไม่เคยตอบโต้ กระทั่งที่โดนเข้าใจผิดโดยสังคม ทำไมต้องทำขนาดนี้ ผมอยากจะขอให้พวกท่านให้เวลาผมสักนิดนึง แล้วตั้งใจฟังข้อมูลต่างๆ ที่ผมได้รวบรวมสะสมมาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยต่อพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน”

...

นายไชยชนก เริ่มอภิปรายในญัตติ โดยเชื่อมโยงปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ทั่วโลก อาทิ พายุไต้ฝุ่น ไฟป่า แผ่นดินไหว ที่สืบเนื่องจากสภาวะโลกเดือด รวมถึงปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ต่างๆ มีความเชื่อมโยงกับเหตุภัยพิบัติ นำมาอธิบายต่อที่ประชุมอยู่เป็นเวลานาน ทำให้ น.ส.รัชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ประท้วงว่าพูดนอกประเด็น ไม่ตรงเนื้อหาเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ แต่นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมวินิจฉัยว่า ญัตติที่นายไชยชนกเสนอคือแผนการรับมือภัยพิบัติธรรมชาติและแผนวิกฤติเศรษฐกิจโลก ถือว่าเนื้อหาอยู่ในญัตติ แต่ขอให้รีบสรุปประเด็น เพราะมีผู้อภิปรายอีกจำนวนมาก

จากนั้น นายไชยชนก จึงตัดเข้าสู่เนื้อหาเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่า เป็นครั้งแรกที่เห็นทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลอภิปรายอย่างสร้างสรรค์และสามัคคีกัน แม้จะมีมุมมองที่ต่าง แต่ทุกคนมองหาทางออกเพื่อประชาชนด้วยความรู้ที่มี รู้สึกมีความหวังเป็นอย่างมาก แต่สิ่งหนึ่งที่มองเห็นว่าทุกคนขาดไปคือสติ ทุกคนมีเจตนาที่ดี แต่เราคือใคร

“ผมเห็นด้วยกับเพื่อนฝ่ายค้านว่าท่านนายกฯ ไม่มีคุณสมบัติไปคุยกับทรัมป์ (นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา) แต่มันไม่ใช่เพราะเขาไม่มีศักยภาพ ประเทศจีนก็คุยกับทรัมป์ไม่รู้เรื่อง ยุโรปรวมตัวกันก็คุยกับทรัมป์ไม่รู้เรื่อง รัสเซียก็คุยกับทรัมป์ไม่รู้เรื่อง แล้วเราละครับ อย่าว่าแต่ท่านนายกฯ หรือพวกท่าน วันนี้เทวดามาพูดกับคุยทรัมป์ ก็ไม่รู้จะคุยรู้เรื่องหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตครับ อย่าเสียบุคลากร ทรัพยากร ของประเทศไทยที่จะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคตอันใกล้หลังจากนี้เพื่อให้เราผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ไปอีกเลยครับ แล้วอย่าเสียสิ่งที่สำคัญที่สุด ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของบุคลากรที่สำคัญในการแก้ไขปัญหานี้นั่นคือท่านนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือเวลาของท่าน กับเรื่องเลยครับ”

 

นายไชยชนก กล่าวต่อไปว่า วันนี้เราต้องยอมรับสถานการณ์ ความเป็นจริง พวกท่านมีความรู้ในด้านเศรษฐกิจ เข้าใจอย่างลึกซึ้ง นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ทรัมป์จะทำ จากเมื่อวานมาวันนี้ ภาษีที่ทรัมป์ตั้งให้กับจีนขึ้นไปถึง 105% แล้ว เรื่องนี้มีแต่จะดุเดือดและรุนแรงขึ้น แคนาดาที่เปรียบเสมือนประเทศเดียวกันกับอเมริกายังคุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วเราเป็นใคร สติครับ วันนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะต้องออกมาพูดในสิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องการจะได้ยิน แต่เป็นเวลาที่เราต้องพูดในสิ่งที่ประชาชนจำเป็นจะต้องได้ยิน เวลานี้ไม่ใช่เวลาแห่งการพัฒนา ไม่ใช่เวลาแห่งการลงทุนหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นเวลาที่เราไม่ควรจะก้าวไปข้างหน้า เราควรจะหยุด แล้วถอยมา 1 ก้าว เพื่อรักษาบุคลากรและทรัพยากรของประเทศไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เราผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกันให้ได้ และตนขอรับประกันว่าประเทศที่ผ่านวิกฤตินี้และลุกขึ้นได้เร็วที่สุด จะกลายเป็นมหาอำนาจถัดไป

ก่อนจะสรุปในตอนท้ายเรื่องภัยในความมั่นคง ว่า หากทุกคนอ่านเกมของทรัมป์ไม่เคยเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องนี้จะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน หากมีสงครามเกิดขึ้น ถึงเราจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่อย่าปฏิเสธว่ามันกำลังเกิด ยุโรปประกาศนานแล้วว่าให้เตรียมอาหารเพื่อรับมือกับสงครามโลก จีน รัสเซีย สหรัฐฯ ฝึกยุทโธปกรณ์หมดแล้ว ทรัมป์ประกาศที่จะรบกับอิหร่านแล้ว เพราะเป็นพื้นที่ที่มีน้ำมัน และมีแต่จะแรงขึ้น ฉะนั้น เรื่องภัยธรรมชาติจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน ระบบเตือนภัย ป้องกันภัย กู้ภัย เรายังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เราต้องมาร่วมมือร่วมใจกัน

ต่อมา นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมกล่าวขอให้ นายไชยชนก สรุปใน 1 นาที เพราะใช้เวลาอภิปรายมากว่า 30 นาทีแล้ว และมีผู้รออภิปรายอีกหลายท่าน นายไชยชนก จึงกล่าวต่อไปว่า ถ้าเกิดพี่น้องประชาชน รวมถึงหน่วยงานที่จะต้องดูแลเรื่องภัยพิบัติต่างๆ เจอกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจจะเกิดความสิ้นหวัง ถ้าเจอวิกฤติความมั่นคง จะเกิดความกลัวและหวาดระแวง ถ้าจะไปตั้งระบบตั้งหลักในตอนนั้นจะคิดว่าสามารถทำอย่างมีประสิทธิภาพได้หรือไม่

“เพราะฉะนั้นผมขอร้องละครับ เริ่มกันตั้งแต่วันนี้เถอะ ขอร้อง พวกผมอย่างไรก็ทำกันเองไม่ไหว เราแต่ละคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบที่แตกต่างกัน ไม่ใช่แค่หน้าที่สมาชิกผู้แทนราษฎร ไม่ใช่แค่ฝ่ายบริหาร ไม่ใช่แค่เจ้าของบริษัท ไม่ใช่แค่ท่านนายกฯ แต่พี่น้องทุกคน ผมอยากบอกพวกท่านว่า ทุกท่านก็มีหน้าที่รับผิดชอบและภารกิจที่สำคัญในการช่วยให้เราก้าวข้ามตรงนี้ไปได้ในแบบของตัวเอง ท้ายที่สุดผมอยากขอให้ทุกท่านไปเช็กข้อมูลทุกอย่างที่ผมได้นำเสนอจากใจในวันนี้ แล้วลองพิจารณาตัวเองดูว่าท่านสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยเหลือประเทศไทยของเรา”

(ภาพ : ศรันย์ พงษ์สวัสดิ์)