แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม 68 จะทำให้คนไทยต้องจดจำช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดนี้ไปอีกนาน
ในเวลาเดียวกัน ก็น่าจะทำให้คนไทยเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดใหม่จากความเป็นอยู่แบบไทยๆ ที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องมาเจอกับภัยพิบัติร้ายแรงเหมือนประเทศอื่นๆ...
สู่การต้องปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมในทุกด้านให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์จากภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตให้ได้
เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ทำให้คนไทยจำนวนมากคิดว่า นี่อาจเป็นเวลาที่ต้องจากโลกนี้ไปแล้ว...เกิดจากเหตุรอยแยกของเปลือกโลกที่เรียกว่า สะกาย (Sunda land Fault) ซึ่งมีความยาวถึง 1,200 กิโลเมตรจากเหนือจรดใต้ของประเทศเมียนมา
เปลือกโลกใต้รอยแยกนี้เกิดการเคลื่อนที่ และเบียดตัวเข้าหากัน ณ เมืองมัณฑะเลย์ของประเทศเมียนในเวลาประมาณ 13.25 น. โดยมีขนาดของความสั่นสะเทือนที่รุนแรงถึง 8.2 แมกนิจูด
แรงสั่นสะเทือนนี้เดินทางมาถึงประเทศไทยเกือบจะทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่กรุงเทพมหานครอันเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศและของภูมิภาคนี้ภายใน 3 นาที เนื่องจากเมียนมามีชายแดนติดต่อกับไทยยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร
สำคัญคือ กรุงเทพฯมีสภาพดินอ่อน จึงสามารถขยายความรุนแรงของคลื่นแผ่นดินไหวที่มาจากระยะไกลได้
ทั่วทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีตึกสูงระฟ้าจำนวนมาก ได้รับแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเป็นเวลานานถึง 12 นาที
โครงสร้างอาคารเก่า-ใหม่ยังอยู่ดี
เว้นสนง.สตง. “ถล่ม” อาคารเดียว
ช่วงเวลาที่ไม่เคยมีใครคาดคิดว่า กรุงเทพฯจะเกิดแผ่นดินไหวนั้น ผู้คนเรือนแสนต่างตกตะลึง ตื่นตระหนก และวิ่งลงไปอยู่บนถนนเพื่อหาทางเอาตัวรอด ในขณะที่อาคารสูงระฟ้าต่างๆ สั่นไหวไปตามแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินอย่างที่เห็นในข่าว โดยเฉพาะการถล่มลงของ อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)
...
ศูนย์เอราวัณรายงานจากพื้นที่ที่กลายเป็น Ground zero ภายหลังการถล่มลงของอาคาร สนง.สตง.พบว่า เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน บาดเจ็บ 32 ราย และสูญหาย 83 ราย เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาครบ 48 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ 31 นาที
หากการค้นหาจะยุติลงเมื่อครบ 72 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่เชื่อว่าจะไม่มีผู้ใดรอดชีวิตออกมาได้แล้ว อาจทำให้พบผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหลายคน
ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาอธิบายสั้นๆ ว่าการเกิดแผ่นดินไหวมีอยู่ 3 ประเภทด้วย กัน ได้แก่
1.เมื่อแผ่นดินหรือเปลือกโลกเคลื่อนตัวโดยการมุดเข้าหากันเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในทะเลของประเทศญี่ปุ่นซึ่งทำให้เกิดสึนามิซ้อนขึ้นมา
2.เปลือกโลกเคลื่อนตัวเข้าชนกัน
และ 3.เปลือกโลกเคลื่อนเข้ามาเบียดกัน เช่นที่เกิดรอยเลื่อนสะกายในเมืองมัณฑะเลย์นั่นเอง
รอยเลื่อนสะกายถูกขนานนามว่า เป็นยักษ์หลับ เพราะร้อยกว่าปีมาแล้วที่รอยเลื่อนแห่งนี้หลับใหลไป จะพลิกตัวมาสร้างความสั่นสะเทือนเล็กๆ น้อยๆ อาจมีบ้าง แต่ก็ไม่ได้ส่งคลื่นพลังที่รุนแรง เห็นได้จากการเกิดแผ่นดินไหวในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไม่ได้รุนแรงถึงขั้นสั่นสะเทือนจนเกิดการพังทลายลงของสิ่งก่อสร้าง
กระนั้น สะกาย ก็จัดเป็นรอยเลื่อนที่มีพลังอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถทำลายบ้านเมืองให้ราบคาบได้ในพริบตา
CEO แสนสิริ ยืนยัน กทม.สอบผ่าน
14,000 อาคาร รอดจากแผ่นดินไหว
สมควรให้เครดิตกับ “วิศวกรไทย” บ้าง
อภิชาติ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แสนสิริ ให้ความเห็นว่า มองอีกด้านหนึ่ง กรุงเทพฯสอบผ่านการทดสอบทางวิศวกรรมครั้งใหญ่ที่สุด จากแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม
มากกว่า 99.9% ของอาคารสูง(เกินกว่า 23 เมตร)ในกรุงเทพฯ จากจำนวนกว่า 14,000 อาคาร พบว่าโครงสร้างอาคารไม่ได้รับผลกระทบ สามารถต้านทานแรงแผ่นดินไหวขนาด 7.7 แมกนิจูดซึ่งรุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี และเกิดในชั้นที่เกือบจะตื้นที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในรอยเลื่อนเปลือกโลกที่ใกล้ประเทศเราที่สุด
มีไม่กี่อาคารที่มีการเคลื่อนตัว และความเสียหายภายนอกที่ดูแล้วน่าเป็นห่วงซึ่งต้องตรวจสอบละเอียดทางวิศวกรรมต่อไป กับเหตุการณ์ความสูญเสียอาคารระหว่างการก่อสร้าง 1 อาคาร จากอาคารทั้งหมด ซึ่งจริงๆ กรุงเทพฯเป็น 1 ใน 10 เมืองของโลกที่มีตึกสูงมากที่สุด
“จะด้วยการทำงานของกองควบคุมอาคาร กทม.หรือ จะเป็นมาตรฐานที่ดีของผู้ออกแบบ ผู้รับเหมาก่อสร้างไทย หรือ จะด้วยจรรยาบรรณของผู้ประกอบการ และองค์พระสยามเทวาธิราชที่คอยปกปักษ์รักษาประเทศของเราให้ผ่านพ้น ปลอดภัย ไม่เสียหาย หรือ สูญเสียมากมายจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดใรอบ 100 ปี ก็ดี...แต่ผมมองว่า เราสอบผ่านในด้านความปลอดภัยของอาคาร”
CEO แสนสิริ ยังพูดถึงความจริงของการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกด้วยว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่สั่นไหวถึงกรุงเทพฯน้อยครั้ง และเบามาก จึงทำให้เราลืมไปว่า มันเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในทั่วทุกมุมโลก...
แต่ละปีมีแผ่นดินไหว 1,500 - 2,000 ครั้งทั่วโลก ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิในเวลาเดียวกัน
เมืองใหญ่ๆ ที่มีตึกสูงจำนวนมากอย่าง ดูไบ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ ฮ่องกง นิวยอร์ก โตเกียว หรือ แอลเอ ล้วนเคยได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว และยังอยู่ในระดับความเสี่ยงจะเกิดแผ่นดินไหวที่เท่ากับ และมากกว่ากรุงเทพฯ
จากการจัดอันดับ ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ และไม่ได้อยู่ใน 100 อันดับแรกของประเทศที่มีความเสี่ยงในการเกิดแผ่นดินไหวทั้งเชิงปริมาณ และความรุนแรงด้วย (ข้อมูลจาก http://earthquakelist.org/reports/top-100-countries-most-earthquakes/#2024 และ http://en.wikipedia.org/wiki/list_of_earthquakes_in_Myanmar)
“ที่ผมทราบจากวงในวันนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเริ่มทำงานกันแล้วเพื่อจะทำให้เรามั่นใจ และมีมาตรฐานที่สูงขึ้นไปอีกในการรับมือกับภัยธรรมชาตินี้...นี่เป็นข้อมูล และมุมมองอีกด้านหนึ่งจากเหตุการณ์นี้ และเราควรให้เครดิตประเทศ ไทยเราบ้าง”
ในอีกแง่หนึ่ง ฮิโระซัง อินฟลูเอ็นเซอร์ชาวญี่ปุ่นจากช่อง Wabisabi ให้ข้อมูลว่าคนญี่ปุ่นเตรียมตัวรับมือกับแผ่นดินไหวอย่างไร? แก่คนไทยหลังจากที่ชาวญี่ปุ่นได้ดูข่าวความตื่นตระหนกของคนไทยจากเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมาซึ่งทำให้ชาวญี่ปุ่นรู้สึกเห็นใจคนไทยอย่างมาก
ฮิโระซัง บอกว่าเมื่อใดที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้นให้หาหมอนมาบังศรีษะไว้ เพราะถ้ามีของตกใส่ศีรษะ เรามีโอกาสตายมากกว่า จากนั้นก็หลบเข้าใต้โต๊ะเอาเก้าอี้บังหัวไว้อีก แล้วคิดว่าจะทำอะไรต่อ
ที่ญี่ปุ่น ถ้าจมูกได้กลิ่นแก๊ส ก็จะต้องดึงปลั๊กไฟในบ้านออกให้หมด แล้วออกไปอยู่ข้างนอกบ้าน หรืออาคาร จะไปพักที่วัด หรือสวนสาธารณะได้ ห้ามอยู่ข้างๆ ตึก หรือกำแพง แต่เวลาจะออกจากบ้าน หรือที่ทำงาน อย่าลืมใส่รองเท้าเด็ดขาด
ไปทำงาน หรือ สถานที่ใด รวมถึงบ้าน ต้องสำรวจทางออก หรือหนีทีไล่ว่าจะออกทางไหน และต้องคิดวางแผนว่า ถ้ามีแผ่นดินไหวใหญ่ๆ หรือ มีภัยพิบัติรุนแรง ต้องบอกคนในบ้านว่า เราจะไปพบกันที่ใด เหมือนเป็นจุดรวมพล จะได้ไม่เกิดการสูญเสีย
ฮิโระซัง ยังบอกด้วยว่า คนญี่ปุ่นซึ่งมีประสบการณ์ในการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติตลอดเวลา จะต้องเตรียมสิ่งของจำเป็นใส่เป้ หรือกระเป๋าไม่ต้องใหญ่มากไว้ หากเกิดเหตุการณ์ขึ้น เช่น น้ำขวด ไฟฉาย ของกินเช่นอาหารกระป๋องอาหารแห้ง 2 - 3 วัน โทรศัพท์ แบตเตอรี่ บัตรประจำตัวปชช.
อย่างไรก็ตาม คนไทยในญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ผู้คนในญี่ปุ่นกำลังหวั่นไหวว่า ภูเขาไฟฟูจิซึ่งระยะหลังๆหมวกหรือหิมะซึ่งปกคลุมยอดเขา มักจะมาล่าช้ากว่าที่เคยเป็นมา ทำให้เกิดความหวาดกลัวว่าภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ภายในอาจเกิดการระเบิดขึ้นอีกหลังจากที่เคยระเบิดมาเมื่อ 130 ปีก่อน
ความหวั่นวิตกนี้ ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร ผลิตอาหารหลายประเภทเพื่อให้คนญี่ปุ่นใช้สำหรับประทังชีวิตระหว่างเกิดภัยพิบัติขึ้น เช่น ข้าวสาร แกงกระหรี่ บะหมี่แบบมาม่า อาหารกระป๋อง และแม้แต่ขนมนมเนยที่สามารถเก็บไว้ได้นาน 3 - 5 ปี เป็นต้น
แม้ประเทศไทย จะรอดผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนั้นมาได้ เราก็ไม่ควรประมาทจริงไหม?