อภิปรายไม่ไว้วางใจ 2568 “ธีรัจชัย” เปิดข้อมูลที่ดินครอบครัว “นายกฯ อิ๊งค์” ที่เขาใหญ่ ซัด เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน “อนุทิน” แจง ยินดีให้ตรวจสอบ ไม่ว่าใครก็ต้องทำตามกฎหมาย พ้อ การท่องเที่ยวเขาใหญ่ถูกทำลายโดยสิ้นเชิงแล้ว
วันที่ 24 มีนาคม 2568 นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน อภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในข้อกล่าวหาว่าไม่มีคุณสมบัติและไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหาร ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์เอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่เคารพกฎหมาย และยังเลือกใช้กฎหมายไปเล่นงานคู่ขัดแย้งทางการเมือง แต่กลับจงใจหลีกเลี่ยงไม่ตรวจสอบความผิดของตนเองและครอบครัว
ทั้งนี้ นายธีรัจชัย กล่าวไปถึงที่ดินโรงแรมในพื้นที่เขาใหญ่ของนายกรัฐมนตรีว่า “แค่ที่ดินมีโฉนด มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกกฎหมายเสมอนะครับท่านประธาน ดูที่ดินเขากระโดงสิครับ มีโฉนดก็จริง แต่ทำไมถึงยังมีการตรวจสอบความไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ถึงทุกวันนี้ โฉนดที่ดินจะถูกกฎหมายก็ต่อเมื่อมันออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าออกโฉนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นไปออกโฉนดในพื้นที่ที่มันห้ามออกโฉนดสุดท้ายอาจโดนเพิกถอนการออกโฉนดในภายหลังได้ เพราะการออกโฉนดนั้นทำผิดกฎหมายมาตั้งแต่ต้น แบบนี้มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ดังนั้น สิ่งที่ต้องตรวจสอบต่อก็คือโรงแรมนี้สามารถออกโฉนดได้โดยชอบหรือเปล่า หรือมีกฎหมายห้ามออกเอกสารสิทธิ์หรือไม่”
...
ในช่วงหนึ่งยังได้เปิดเผยหนังสือของกรมที่ดิน เมื่อปี 2523 ออกเวียนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ กำชับให้เจ้าหน้าที่เขียนรายงานการรังวัดให้ครบถ้วน นับแต่บัดนั้นถ้ากระบวนการออกโฉนดที่ดินเป็นไปตามกระบวนการปกติและถ้าเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยสุจริต ยากที่จะออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนผิดกฎหมายได้ แต่ถ้ายังมีการออกโฉนดที่ดินไปทับป่า ทับพื้นที่หวงห้าม ทับพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เป็นต้น ก็สามารถสันนิษฐานได้เบื้องต้นว่า กระบวนการการออกโฉนดที่ดินนั้นน่าจะมิชอบด้วยกฎหมาย ยิ่งเดี๋ยวนี้ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะมีระบบคอมพิวเตอร์ พอขอรังวัดปุ๊บ เอาแปลงที่ดินเข้าระบบก็เจอเลยว่าที่ดินแปลงนี้ขอออกโฉนดได้ไหม ทับที่ป่า ทับที่ สปก. หรือทับที่หวงห้าม เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารหรือเปล่า
“คิดดูครับท่านประธานว่าขนาดท่านอนุทิน (ชาญวีรกูล) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจเหนือกรมที่ดิน แต่ที่ดินบางแปลงของสนามกอล์ฟยังเป็น น.ส.3ก. อยู่เลย ครอบครัวท่านอนุทินยังไม่ได้นำไปรังวัดปักหมุดออกโฉนดเลย เพราะมันอาจจะเสี่ยงครับท่านประธาน คือเวลาไปออก น.ส.3ก. ถึงมันจะมีภาพถ่ายทางอากาศ แต่ก็ไม่มีการปักหมุดหรือหลักเขตและไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดเหมือนกับโฉนด ไม่ต้องมีเจ้าพนักงานที่ดินกับเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินมาตรวจจำแนกก่อนว่าไปทับที่ดินหวงห้ามต่างๆ หรือไม่”
วันนี้ตนนำข้อมูลความผิดของ น.ส.แพทองธาร ตระกูลชินวัตร มาอภิปรายในสภาฯ แห่งนี้ว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์เอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างไร แต่สิ่งที่ยิ่งน่ารังเกียจ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการไม่เคารพกฎหมาย แต่ยังเป็นการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินโดยมิชอบ ท่านประธานคิดว่าการที่สนามกอล์ฟของครอบครัวนายอนุทินถูกตรวจสอบ มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือ ขนาดนายอนุทินยังไม่เชื่อเลย บอกว่ามันมีใบสั่งทางการเมือง 500 ล้านเปอร์เซ็นต์
แล้วใครที่จะออกใบสั่งเพื่อเล่นงานคนระดับนายอนุทินได้ เป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรี เป็นทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็มีแต่นายกรัฐมนตรีหรือไม่ก็คนในครอบครัวของท่านเท่านั้น ที่มีอำนาจบารมีพอที่จะทำได้ และนายกรัฐมนตรีลืมไปแล้วหรือว่าที่ดินของตนเองและครอบครัวที่เขาใหญ่น่าจะมีปัญหาหนักกว่าของครอบครัวนายอนุทินเสียอีก เพราะเป็นโฉนดทับพื้นที่ต้นน้ำลำธาร และยังทำธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย
“ท่านประธานคิดว่า คนอย่างแพทองธาร ชินวัตร ไม่รู้เรื่องรู้ราวจริงๆ หรือครับ ท่านนายกฯ รู้แน่ๆ แต่ท่านนายกฯ จงใจที่จะละเลยไม่ตรวจสอบการกระทำผิดของตนเองและครอบครัว คนอย่างแพทองธาร ชินวัตร ไม่ใช่แค่ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง แต่ยังทำให้กฎหมายกลายเป็นแค่เครื่องมือทางการเมืองของตนเองและครอบครัว เจตนาใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉล นำไปใช้เล่นงานคู่ขัดแย้งทางการเมืองของตนเองเท่านั้น แต่ปกปิดอำพราง ไม่เคยคิดที่จะตรวจสอบการกระทำผิดของตนเองและครอบครัว คนที่มีพฤติกรรม พฤติการณ์เช่นนี้ จะปล่อยให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกไม่ได้แม้แต่วันเดียว เมื่อสภาฯ แห่งนี้ทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ผมก็ขอให้พวกเราร่วมกัน ใช้อำนาจที่ได้รับมาจากประชาชน ลงมติไม่ไว้วางใจ ไม่ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกต่อไป”
ขณะที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงกรณีที่ดินของนิคมสร้างตนเองลำตะคองซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารว่า ตามกฎหมายเข้าใช้ประโยชน์ไม่ได้ และออกโฉนดไม่ได้ หากจะนำที่ดินไปทำอย่างอื่นนอกจากการเกษตรหรืออยู่อาศัย เช่น สนามกอล์ฟหรือโรงแรม เจ้าของที่ดินต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมก่อนเป็นกรณี ๆ ยืนยันว่า การขออนุญาตใช้พื้นที่นั้น โรงแรมมีการแจ้งขอเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้โฉนดที่ดินเพื่อประกอบกิจการอื่นเมื่อ 29 สิงหาคม 2562 และการใช้พื้นที่ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารนั้นมีคำสั่งคณะปฏิวัติปี 2515 เมื่อมีการประกาศเขตนิคมสร้างตนเอง 280,000 ไร่ สามารถใช้เป็นพื้นที่ประกอบกิจกรรมได้ 100% ไม่มีการแบ่งพื้นที่ต้นน้ำ เพราะก่อนที่มีการประกาศนิคมสร้างตนเองปี 2515 ก็มีประชาชนอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว จึงยืนยันว่าไม่ได้มีการบุกรุกพื้นที่หวงห้าม เพราะพื้นที่ในนิคมฯ สามารถให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด
จากนั้นเวลา 22.41 น. นายอนุทิน ชี้แจงต่อสภาฯ ว่า ขอบคุณที่ช่วยโฆษณาโครงการเขาใหญ่ในช่วงโลว์ซีซั่น ทั้งนี้ ครอบครัวตนหรือครอบครัวนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือผู้ที่มีที่ดินแถวเขาใหญ่ ได้มาด้วยการไปซื้อจากเจ้าของเดิมๆ สมัยนั้นคนที่พาดูแนะนำ ก็เป็นผู้นำท้องถิ่น การตัดสินใจซื้อมาเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน เราเป็นคนนอกพื้นที่ ขณะนั้นไม่ได้มีตำแหน่ง เป็นเพียงนักลงทุนธรรมดาเห็นว่าที่ดินนี้น่าลงทุนดี เจ้าของเขามีโฉนด ยกโฉนดขาย สิ่งสำคัญคือเวลาเราเปลี่ยนมือการครอบครองที่ดินต้องมีตัวกลางคือกรมที่ดิน หรือสำนักงานที่ดิน ให้เขาแสตมป์โฉนด โอนค่าธรรมเนียม จ่ายเงินซื้อ เป็นกระบวนการที่กระทำโดยเจตนาสุจริตทั้งสิ้น การได้มาของที่ดินของนายกรัฐมนตรีก็คล้ายคลึงกัน ดังนั้น การที่มาบอกว่าเจ้าของปัจจุบันเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย เรียนว่าไม่เป็นความจริง เพราะซื้อมาโดยสุจริตทั้งสิ้น
แต่เมื่อมีการไปตรวจสอบโดยนักการเมืองท่านหนึ่ง ท่านก็ยังไม่กล้าเข้าไปสถานที่ดินแปลงนั้น บอกจะไปตรวจว่าเป็นที่ดิน สปก. หรือ น.ส.3ก. หรือนิคมฯ หรือเปล่า เจ้าหน้าที่จะทราบ ตนไม่มีทางทราบได้ ถ้าตรวจสอบแล้วมันผิด ถ้าจำเป็นต้องเพิกถอนก็ต้องทำ ยินดีที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย เหมือนกรณีอัลไพน์ ถ้าเพิกถอนแล้วเจ้าของได้มาโดยสุจริตก็มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ที่ดินเขาใหญ่ก็เช่นกัน
“ที่ท่านบอกว่าเป็น มท.1 คนที่ต้องใหญ่กว่าเท่านั้นถึงจะมาตรวจสอบได้ ผมคิดว่าเป็นใครก็แล้วแต่ ตอนนี้เป็นนายกฯ ใหญ่ที่สุดก็ถูกตรวจสอบแล้ว เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบ ถ้าตรวจสอบแล้วมันถูกต้อง ก็ต้องให้ความเป็นธรรมเขา ถ้าตรวจสอบแล้วมันไม่ถูกก็ต้องมีการเพิกถอน เป็นเรื่องปกติเลย แต่อย่าไปย้ำเรื่องนี้มากเลยครับ เพราะว่าท่านได้ทำลายบรรยากาศการลงทุนของธุรกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่เขาใหญ่โดยสิ้นเชิงแล้ว ตอนนี้ทุกอย่าง stand still หมดแล้ว ไอที่มัดจำไว้ก็ทิ้งมัดจำแล้ว ที่คิดว่าจะไปซื้อก็ไม่ซื้อแล้ว คนที่เดือดร้อนที่สุดคือพี่น้องประชาชน อยากจะกราบเรียนว่าที่ท่านมาพูดมาเนี่ย เรายินดีให้ตรวจสอบ ยินดีที่จะน้อมรับการตรวจสอบที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ อย่าเพิ่งไปกล่าวหาว่าตรงนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะการที่ได้มามันได้มาด้วยวิธีการสุจริต เสียค่าธรรมเนียม เสียค่าใช้จ่ายทุกอย่างตามกฎหมายทุกประการ”
โดยอนุทิน จบการชี้แจงในเวลา 22.48 น. ต่อด้วยการอภิปรายของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน.