“นายกฯ อิ๊งค์” แจงโต้อภิปรายไม่ไว้วางใจ ทุกอย่างทำตามกฎหมาย ยื่น ป.ป.ช. หมดแล้ว โปร่งใสตรวจสอบได้ เหน็บ พูดสร้างความเกลียดชัง ผู้มีวุฒิภาวะไม่ควรทำ มั่นใจ เสียภาษีให้รัฐมากกว่าผู้ที่อภิปรายแน่นอน

เมื่อเวลา 15.16 น. วันที่ 24 มีนาคม 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นครั้งที่ 2 ของศึกซักฟอกวันแรก ว่า ท่านสมาชิกที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นจอมยุทธ์กำลังสำคัญผิดในข้อเท็จจริง การใช้สำนวนโวหารต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เอาเรื่องภาษีที่เป็นคนละหมวดกันมาอธิบายให้คนเกิดความสับสน ขอยืนยันทั้งการปฏิบัติและเจตนาที่ได้ดำเนินการทุกอย่าง อย่างตรงไปตรงมา ถูกต้องตามกระบวนการ ตามข้อกฎหมาย

“การที่จะกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีคนนี้หนีภาษี ไม่ได้เป็นความจริงเลย จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม เพราะว่าถึงแม้ดิฉันจะอายุน้อยกว่าท่าน แต่ดิฉันมั่นใจว่าดิฉันก็เสียภาษีให้รัฐมากกว่าท่านแน่นอนค่ะ”

...

นายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อไปถึงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ได้แสดงต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นครบถ้วนตามขั้นตอนทุกอย่าง ขณะนี้ก็มีการยื่นคำร้องเรื่องการตรวจสอบความถูกต้อง โดยเรื่องที่ถูกฟ้องยังอยู่ในกระบวนการ ป.ป.ช. ที่จะตรวจสอบตามขั้นตอน ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และเต็มใจที่จะแสดงข้อมูลหลักฐานทุกอย่างที่ ป.ป.ช. ขอมา ให้ความร่วมมือทุกประการจนกว่าจะได้ข้อสรุปจาก ป.ป.ช.

ส่วนเรื่องธุรกรรมก่อนการดำรงตำแหน่ง ทั้งทรัพย์สิน หนี้สิน กิจการของตนและครอบครัว มีการถูกตรวจสอบเข้มข้นมาตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เข้มข้นมาตลอด ไม่เคยมีตอนไหนไม่เข้มข้นเลย ทุกบัญชี ทุกธุรกรรม อยู่ในสายตา อยู่ในที่เปิดเผยและโปร่งใสมานานมากแล้ว และขอยืนยันที่โดนตรวจสอบทั้งหมด ทรัพย์สินทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ที่ดินทุกแปลง ทุกตารางวา ที่ตนและครอบครัวมี ออกโฉนดโดยรัฐทั้งหมด ไม่มีการซื้อที่ดินที่ไม่มีโฉนด

จากนั้นชี้แจงในเรื่องการทำธุรกรรมเรื่องหุ้น เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ก่อนเข้าสู่การเมืองหลายปี มีความตั้งใจในการปรับโครงสร้างการถือหุ้นบริษัท โดยการซื้อขายผ่านสัญญาใช้เงิน หรือ PN (Promissory Note) เป็นหนังสือให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้กับอีกบุคคลหนึ่งตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ หนังสือดังกล่าวติดอากรแสตมป์ตามกฎหมายเรียบร้อย ซึ่งการซื้อขายแบบนี้บางรายการไม่มีการเสียภาษี เนื่องจากยังไม่มีการชำระเงิน ทำให้ยังไม่ทราบจำนวนและเสียภาษีไม่ได้ จึงเป็นภาระหนี้สินระหว่างตนซึ่งเป็นผู้ซื้อ และครอบครัวซึ่งเป็นผู้ขาย ชัดเจนว่าไม่มีพฤติกรรมอำพรางใดๆ และได้ยื่น ป.ป.ช. ไปหมดแล้วตรวจสอบได้อีกเช่นกัน

“วิธีการเหล่านี้ที่เล่าให้ฟังในเรื่องของ PN หรือการปรับโครงสร้างต่างๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ทำกันมาเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ท่านลองถามสมาชิกในฝ่ายค้าน ในพรรคท่านเองก็ได้ ว่ามีใครทำธุรกิจอะไรประมาณนี้ไหม มีการได้ทำในเรื่องของตั๋วสัญญาใช้หนี้แบบนี้บ้างไหม ลองถามดู แต่ว่าถ้ามีก็ไม่ว่าอะไร เพราะบอกแล้วว่าเป็นเรื่องปกติ”

ในเรื่องที่สมาชิกอ้างว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นแหล่งทุจริต ข้าราชการผู้ใหญ่จะออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ขบวนการค้ายาเสพติดจะออกตั๋วให้กัน อันนี้อาจจะเป็นเรื่องที่จินตนาการเยอะเหมือนกัน ซึ่งการออกตั๋วสัญญาใช้เงินจะทำกับธุรกรรมที่ถูกกฎหมาย ดำเนินการได้โดยเปิดเผย ฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายรับภาระหนี้สินระหว่างกัน ไม่มีการกระทำนอกกฎหมาย เพราะออกตั๋วสัญญาใช้เงินที่ระบุที่มาไม่ได้ ไม่สามารถทำได้ และการเลือกใช้วิธีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินแทนการรับให้ เพราะเป็นการดำเนินการธุรกิจอย่างเปิดเผย ไม่สามารถแอบทำได้ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องล้วนแต่ต้องบรรลุนิติภาวะแล้ว

ขณะที่การปรับโครงสร้างหุ้นจำเป็นต้องใช้การซื้อขาย แต่ ณ เวลานั้นตนไม่ได้มีความพร้อมที่จะชำระค่าหุ้นด้วยเงินสด จึงทำตั๋วสัญญาใช้หนี้แทน ได้แสดงในบัญชีต่อ ป.ป.ช. แล้ว อีกทั้งได้พูดคุยในครอบครัวมีการวางแผนกับครอบครัว รอบแรกจะเกิดขึ้นในปีหน้า (พ.ศ. 2569) ไม่ได้มีปัญหาอะไร ซึ่งการซื้อขายทุกสิ่งทุกอย่างจะปรากฏในบัญชีทรัพย์สินของตนแน่นอน ป.ป.ช. ก็ตรวจสอบได้อีกเช่นกัน โปร่งใส อย่างไรก็หลบการจ่ายภาษีไม่ได้อยู่แล้ว

น.ส.แพทองธาร ยังได้ชี้แจงในเรื่องที่ดินอัลไพน์ด้วยว่า “เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานมากๆ แล้ว ตอนบริษัทครอบครัวของดิฉันซื้อที่ดินแปลงนี้ ดิฉันเมื่อกี้ลองไปดูปีมาแล้วเนี่ย อายุ 11 ขวบ แล้วก็ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัท ก็ไม่แน่ใจว่าท่านจะต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่ตอนนั้นหรือเปล่า และการซื้อที่ดินทุกแปลงของครอบครัว ไม่เคยซื้อที่ดินที่ไม่มีการออกโฉนดโดยหน่วยงานรัฐ เราก็ต้องปราบอยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย มันก็ต้องทำนะคะ เมื่อมีคดีความและขั้นตอนที่เกิดขึ้น ก็เป็นไปตามกระบวนการทุกอย่าง จนดิฉันมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่มีการไปแทรกแซงใดๆ แล้วก็ไม่เคยไปสั่งหน่วยงานไหนว่าให้แทรกแซง หรือใช้ทำเรื่องนี้ ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่ามันทำไม่ได้หรอกค่ะ คิดว่าท่านอาจจะยังไม่เข้าใจในกระบวนการการทำงานที่แท้จริง แต่มันแทรกแซงแบบนั้นไม่ได้ค่ะ ดิฉันอาจจะต้องอธิบายในอนาคตเพิ่มเติม ขอรับเรื่องนี้ไว้ให้ทุกคนเข้าใจเรื่องนี้เพิ่มขึ้นในอนาคตค่ะ”

โดยหลังจากนี้จะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงรายละเอียดเพิ่ม ว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทั้งหมด ในประเด็นที่ดินเขากระโดง เป็นกรณีพิพาทระหว่างกรมที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และประชาชน ตนในฐานะนายกรัฐมนตรีจะกำชับเรื่องนี้อย่างดี ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ทุกขั้นตอนต้องดำเนินตามกฎหมายและกระบวนการ ขอให้มั่นใจว่าทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดที่ต้องผ่านเข้าประบวนการ ก็เข้าตามระบบตามระเบียบจริงๆ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความวุ่นวายต่างๆ ตามมา ไม่อยากให้ใช้เรื่องเซนซิทีฟ พูดจาให้เกิดความสับสน เกิดความแตกแยกในสังคม

“จริงๆ แล้วเราก็เป็นคนรุ่นใหม่ น่าจะพร้อมที่จะรับฟัง เมื่อใคร ผลงานใดๆ ที่เป็นประโยชน์ แล้วก็เกิดต่อพี่น้องประชาชน ก็ควรจะชื่นชมบ้างนะคะ ก็จะได้เป็นกำลังใจในการทำงานด้วย เพราะอย่างน้อยๆ เราก็เป็นคนไทยเหมือนกัน มั่นใจว่าทุกๆ คนหวังดีกับประเทศไทยเช่นกัน เพราะฉะนั้นการพูดเพื่อให้คนเกิดความเกลียดชังหรือความแตกแยก ดิฉันคิดว่าเราผู้มีวุฒิภาวะไม่ควรทำค่ะ” โดยนายกรัฐมนตรีจบการชี้แจงเมื่อเวลา 15.28 น.

จากนั้นนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขอใช้สิทธิพาดพิง ว่า นายกรัฐมนตรีจะเสียภาษีมากกว่าใครนั่นเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ตนมั่นใจว่าคนไทย 60 ล้านคนหรือมากกว่านั้นเสียภาษีน้อยกว่านายกรัฐมนตรีทั้งนั้น แต่ขอให้กลับไปดูมาตรา 50 (9) ของรัฐธรรมนูญ บุคคลมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติ ประชาชนจะเสียภาษีมากหรือน้อยทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ขณะนั้น นายจุลพันธ์ ประท้วง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ประท้วงว่า ไม่อยากให้ประธานเปลี่ยนญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระทู้ ขอให้ควบคุมการประชุม

ทางด้าน นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ระบุว่ากำลังฟังว่านายวิโรจน์จะเข้าเรื่องพาดพิงอย่างไร โดยนายวิโรจน์ กล่าวอีกครั้งว่า “เสียภาษีมากน้อยไม่ได้สำคัญ ตราบใดที่ประชาชนทุกคน คนตัวเล็กตัวน้อยเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติ เขาถือว่าทำได้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแล้วครับ เสียภาษีมาก แต่หาเทคนิคในการหลบเลี่ยง หนีภาษีต่างหากที่น่ารังเกียจ” ประธานจึงกล่าวขึ้นว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้พาดพิงไปถึงนายวิโรจน์และทำให้เสียหาย จากนั้นจึงให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงต่อ.

(ภาพ : ธนัท ชยพัทธฤทธี)