กกต.มีมติแต่งตั้งข้าราชการจากดีเอสไอร่วมเป็นอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. ด้านดีเอสไอแยกการกระทำผิดออกเป็น 3 กลุ่ม 3กรรม

วันที่ 18 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติแต่งตั้งข้าราชการจาก DSI เป็นเจ้าพนักงานตามมาตรา 42 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนตามระเบียบว่าด้วยการสืบสวนไต่สวน 7 คน มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568

พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 7 คนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ประกอบด้วย
(1) ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวน
(2) พ.ต.ท. อนุรักษ์ โรจน์นิรันด์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นกรรมการสืบสวนและไต่สวน
(3) นางสุทธดา คงเดชา ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวน 1 เป็นกรรมการสืบสวนและไต่สวน
(4) นายชาญชัย สมาคม ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวน 2 เป็นกรรมการสืบสวนและไต่สวน
(5) นายระวี อักษรศิริ ผู้อำนวยการกองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นกรรมการสืบสวนและไต่สวน
(6) นายเอกรินทร์ ดอนดง ผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์พิเศษ ของคดีเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นกรรมการสืบสวนและไต่สวน
(7) นายประเคียง เพียรดี ผู้อำนวยการฝ่ายสืบสวนสอบสวน 5 เป็นกรรมการสืบสวนและไต่สวน

โดยให้บุคคลทั้ง 7 เป็นคณะอนุกรรมการตาม ม.37 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน (ซึ่งจะได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ 2,500 กับ 2,000 บาท)

...

แยกความผิด 3 กรรม

ขณะที่ความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฟอกเงินอั้งยี่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ล่าสุดมีรายงานว่าพนักงานสอบสวนได้แยกการกระทำผิดออกเป็นสามกลุ่ม 3 กรรม
1. กลุ่มแรก หรือความผิดกรรมแรก คือการเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มอั้งยี่ เป็นความผิดทันทีที่เข้าร่วมกลุ่ม โดยหัวหน้ากลุ่มจะมีโทษหนักขึ้น กรณีนี้อยู่ในอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะดำเนินคดีได้
2. กลุ่มสองหรือความผิดกรรมที่สอง เมื่อมีการกระทำผิดตามที่ตกลงกันตามข้อ 1. เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง (การฮั้วเลือกตั้ง ส.ว.) ซึ่งอยู่ในอำนาจของ กกต.
3. กลุ่มสาม หรือความผิดกรรมที่สาม ในเรื่องฟอกเงินอั้งยี่ ซ่องโจร ความมั่นคง ม. 116 และ พรป. ได้มาซึ่ง ส.ว. เมื่อมีการกระทำผิดและเปลี่ยนแปลงสภาพเงินที่ได้จากการกระทำผิดอันเข้าลักษณะฟอกเงินแล้ว ย่อมเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง อยู่ในอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะดำเนินคดีได้