“พ.ต.อ.ทวี” ลั่น ก.ยุติธรรม เดินหน้าปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ทำงานไร้อคติ เร่งปราบผู้มีอิทธิพล-แก้กฎหมายแพ่ง บอก พร้อมช่วยนายกฯ แจงปมชั้น 14 ในศึกซักฟอก เผย มี ตม. ร่วมบินจีนพิสูจน์ตัวจริงชาวอุยกูร์ เพราะรู้จักกันดีกว่า 10 ปี


วันที่ 18 มีนาคม 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับสังคม ว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม องค์ประกอบสำคัญคือความเชื่อมั่นของประชาชน สิ่งหนึ่งคือหน่วยที่บังคับใช้กฎหมาย รวมถึงศาล จะต้องปราศจากอคติและต้องยึดหลักการทางกฎหมาย โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรม ต้องทำงานกับองค์กรอาชญากรรม ที่กระทบกับความรุนแรงและความสลับซับซ้อน ดังนั้น เราต้องพัฒนาความเชี่ยวชาญของข้าราชการที่ไปสืบสวนสอบสวน เพื่อปกป้องให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรม ทั้งอาชญากรรมทางกฎหมาย และที่อยู่เหนือกฎหมาย เช่น ผู้มีอิทธิพล

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อไปว่า เราต้องกำจัดผู้มีอิทธิพลและแก้ปัญหาความทุกข์ร้อนหนี้สิน เพราะวันนี้มีกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนที่มีหนี้สินและดอกเบี้ย ขณะนี้มีการศึกษาการปฏิรูปกฎหมายแพ่งที่มีการใช้มานาน โดยเฉพาะในเรื่องการค้ำประกัน ที่บางครั้งเจ้าหนี้ปล่อย และไม่ได้หวังกับลูกหนี้ บางครั้งมีผู้ค้ำประกันกว่า 100 คน นอกจากนี้ยังมีความพยายามแก้ไขกฎหมายล้มละลาย เพื่อให้สามารถฟื้นฟูบุคคลธรรมดาที่เป็นลูกหนี้ได้ เขาจะได้ไม่ตายทั้งเป็น เราต้องปฏิรูปคนให้มีจิตใจเข้มแข็ง และกล้าหาญที่จะอำนวยความยุติธรรม ไม่เช่นนั้นจะมีกฎหมายที่เป็นธรรมสักเท่าใด แต่ถ้าคนไม่ปกป้องความยุติธรรม ก็ปราบไม่จบ ในส่วนของเรื่องภายในเรือนจำนั้น สิ่งที่จะจับต้องได้คือให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยต่อไปนี้จะให้มีผู้ตรวจเข้าไปสำรวจความรู้สึกของผู้ต้องราชทัณฑ์ อย่างน้อยคือต้องมีอาหารและที่อาศัยที่ดี มีสุขลักษณะที่ดี

...

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านอาจมีการซักฟอกกระทรวงยุติธรรมในเรื่องชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงอีกหลายเรื่อง พ.ต.อ.ทวี กล่าวยืนยันว่า เราทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่สังคมอาจไม่พอใจ ต้องให้ยุติธรรมกับจิตใจด้วย เราก็จะพยายามดึงคนไม่อคติ แต่ถ้าคนอคติก็จะแก้ยาก ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าจะสามารถช่วยนายกรัฐมนตรีชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎรได้ใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า หากพาดพิงถึงกระทรวงยุติธรรมก็ทำได้ ส่วนกรณีชั้น 14 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงยุติธรรมโดยตรง ต้องตอบ

ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ทวี ยังให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมคณะไปเยือนมณฑลซินเจียง ประเทศจีน พร้อม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อติดตามความคืบหน้าและความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์ 40 คนที่ส่งจากประเทศไทยกลับไปประเทศจีน โดยยืนยันว่าการพิจารณาส่งชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ว่าในรอบ 10 กว่าปี ประเทศไทยน่าจะทำผิดเรื่องของการทรมานและการกระทำที่โหดร้ายตามกฎหมายป้องกันการทรมานและการอุ้มหาย ซึ่งรัฐบาลไทยต้องแก้ไขปัญหา ถือเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจส่งกลับประเทศจีน

แต่ในกฎหมายการส่งกลับหากเชื่อว่าส่งไปทรมานหรือโดนกระทำที่โหดร้าย หรือทำให้สูญหาย ประเทศไทยก็จะมีความผิด จะเห็นได้ว่าอยู่ในประเทศไทยรัฐบาลก็เสี่ยงที่จะกระทำความผิด แต่เมื่อส่งกลับก็ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นจดหมายทางการทูตและเพื่อให้เกิดความมั่นใจ รัฐบาลจีนก็เชิญชวนให้รัฐบาลไทยไปตรวจสอบได้ว่าที่ส่งกลับมายังประเทศจีนไม่ได้อยู่ในสภาพที่ทรมาน

ส่วนคำถามว่าการตัดสินใจส่งกลับประเทศจีน เป็นเพราะไทยเราถูกบีบจากหลายภาคส่วนใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี เผยว่า เราคำนึงจากหลักมนุษยธรรมและความเป็นมนุษย์ อีกทั้งเรามีขีดจำกัดในเรื่องของข้อกฎหมาย เพราะหากจะปล่อยเขาเราก็ทำผิดกฎหมายของไทย ซึ่งทางคณะกรรมการได้พิจารณาในเรื่องนี้แล้วว่าการส่งกลับไปเขาจะไม่ได้รับการทรมานหรือถูกฆาตกรรม อีกทั้งประเทศไทยเรามีอำนาจอธิปไตยและเราคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม หากปล่อยสภาพเช่นนี้ไปเขาจะถูกทรมานไปเรื่อยๆ

ในประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกต เราจะรู้ได้อย่างไรว่าชาวอุยกูร์ที่จีนนำมาให้ตรวจสอบเป็นตัวจริงใน 40 คนที่เราส่งกลับไปล่าสุด พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เรามีเจ้าหน้าที่ ตม. ที่ดูแลชาวอุยกูร์และอยู่ด้วยกันมาตลอด 10 ปีไปด้วย และเขามีความรู้จักกันเป็นอย่างดี เมื่อถามอีกว่าจะมีการพบชาวอุยกูร์ที่เคยส่งไปในปี 2557 ด้วยหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี ตอบว่า จากการสอบถามทางการจีนได้มีการเชิญชวนเข้ามาประมาณ 10 คน ซึ่งทางรัฐบาลจีนส่งให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ดูเป็นวิดีโอและรูปภาพยืนยัน และ สมช. ส่งต่อให้ ตม. สิ่งนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนตัดสินใจกลับประเทศจีน และทาง ตม. ยืนยันว่าเขาจำได้ทั้งหมด กลุ่มแรกที่ส่งไปและกลุ่ม 2 ที่เพิ่งส่งกลับไปประเทศจีน

สำหรับคำถาม การเดินทางไปจีนและนำข้อมูลมายืนยันว่าเขาปลอดภัยดีจะทำให้ชาติตะวันตกเข้าใจมากยิ่งขึ้นหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี บอกว่า ประเทศไทยได้รับการยอมรับและเข้าเป็นอนุสัญญาการอุ้มหาย ซึ่งเป็นไม่กี่ประเทศที่สหประชาชาติยอมรับ โดยสหประชาชาติเองได้เคยระบุว่าคนที่อยู่ในห้องกักขังเข้าข่ายทรมาน จึงอยากให้เข้าใจการตัดสินใจของรัฐบาลไทย เราไม่ได้ให้น้ำหนักไปยังประเทศใดหรือประเทศหนึ่ง แต่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของชาวอุยกูร์

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงหลักฐานที่ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ จะสามารถทำให้สหรัฐฯ ชะลอการจำกัดวีซ่าเจ้าหน้าที่ไทยที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวตอบว่า ประเด็นนี้อาจอยู่นอกเหนือการเดินทางไปจีน แต่กระทรวงการต่างประเทศต้องทำความเข้าใจ เราเคารพในทุกมุมมองของแต่ละประเทศ ดูจากถ้อยแถลงของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จะเข้มงวดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการส่งกลับชาวอุยกูร์ ทั้ง 40 คน ไม่ได้เป็นการห้ามวีซ่า อีกทั้งรัฐบาลไทยถูกตำหนิมาโดยตลอด อยู่ในสภาพปล่อยให้ 40 ชาวอุยกูร์อยู่ในสภาพที่ทรมาน.