กมธ.กฎหมาย ขีดเส้นหน่วยงานส่งหลักฐานบ่งชี้ “อุยกูร์” สมัครใจกลับจีนภายใน 15 วัน หลังตัวแทน สมช. - สตม.เผยความลับสุดยอดส่งตัวกลับตามคำร้องขอจากจีน
วันที่ 12 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงกรณีที่รัฐบาลไทยส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนว่า ก่อนหน้านี้คณะกรรมาธิการฯ ได้เคยเชิญตัวแทนของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงต่างประเทศ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มาสอบถามถึงกระแสข่าวจะส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนเป็นจริงหรือไม่ ปรากฏว่าทุกหน่วยงานปฏิเสธ โดยแจ้งว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนกระทั่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง กรรมาธิการฯ จึงเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ต้องการให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะกระบวนการขั้นตอนการส่งกลับและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ว่าขั้นตอนเป็นไปตามหลักสากลและเป็นไปตามกฎหมายของประเทศไทยหรือไม่ และต้องการทราบว่าเหตุใดวันนั้นหน่วยงานที่เข้ามาชี้แจงได้ปฏิเสธตอบว่าไม่ทราบ
“ในวันนี้จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลอีกครั้ง เพื่อถามว่าทำไมตอนนั้นหน่วยงานจึงปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่อง ซึ่งตัวแทนสมช. ชี้แจงว่า ในช่วงที่มาชี้แจงต่อกรรมาธิการเมื่อเดือนมกราคม 2568 ยังไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน เพราะสมช. ได้มีการประชุมลับตั้งแต่ 17 มกราคม และมีมติเป็นความลับว่าจะส่งตัวกลับตามคำร้องขอประเทศจีน แต่ไม่แจ้งให้ทุกหน่วยงานระดับปฏิบัติงานทราบ”
ส่วนประเด็นที่สงสัยว่าชาวอุยกูร์เต็มใจกลับประเทศจีนจริงหรือไม่นั้น ทางตัวแทนสตม. ชี้แจงว่า ก่อนส่งตัวกลับ ทางสถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้เข้าไปพบผู้ถูกกักที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู เพื่อทำข้อมูลส่วนบุคคล พฤติการณ์ที่สถานทูตจีนไปทำข้อมูลส่วนบุคคลถือว่าเป็นพฤติการณ์ให้ความสมัครใจ แต่ไม่มีเอกสารใดๆ มาแสดงให้กรรมาธิการ ที่ประชุมจึงมีมติให้หน่วยงานส่งเอกสารส่วนบุคคลและไทม์ไลน์กระบวนการที่สถานทูตจีนเข้าไปตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลให้กรรมาธิการ และให้ส่งเอกสารทั้งหมด กล้องวิดีโอ ให้กรรมาธิการภายใน 15 วัน
...
ด้านนายกัณวีร์ สืบแสง รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กล่าวเสริมว่า จากการรับฟังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พบว่ายังมีเงื่อนงำในเรื่องของไทม์ไลน์ ยืนยันตนไม่อยากทำให้เป็นประเด็นด้านการเมือง เพราะหลายคนมองว่าตนไม่ยอมมูฟออน ไม่ยอมก้าวข้าม และไม่ไปดูว่าเขาอยู่ดีหรือไม่ดี เพียงแต่ปัจจุบันเราต้องหาความชอบธรรมให้ได้ คือผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 40 ชีวิตสมัครใจเดินทางกลับประเทศจีนจริงหรือไม่ เพื่อให้เกิดความกระจ่างว่าครั้งนี้ไม่ใช่การผลักดันกลับ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยสุ่มเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์