หลังจากเครียดกันมาตลอดสองสัปดาห์ ในที่สุด คณะกรรมการบอร์ด ของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่มีรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ภูมิธรรม เวชยชัย เป็นประธาน ก็ได้ข้อสรุปให้ ดีเอสไอ รับคดีที่มีผู้กล่าวหาว่ามีการฮั้วกันในหมู่สว.140 คน(ได้รับเลือกเป็นสว.138 คน อยู่ในลำดับสำรองอีก 2 คน)เป็นคดีพิเศษในความผิดฐาน “ฟอกเงิน" 

ส่วนข้อกล่าวหารุนแรงถึงขั้นจะให้สว.เหล่านี้ เป็นพวกอั้งยี่ ซ่องโจรให้ตัดออกไป

เหตุที่ต้องนำประเด็นนี้มาพูดถึงอีก ก็เพราะว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ของการเมืองไทย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อกล่าวหารุนแรงเป็นใบปะหน้าว่าสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 140 คน ที่เลือกกันมาตามกฏกติกาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)... 

ต้องคดีอาญาเสมือนเป็นอาชญากรร้ายแรงประเภทอั้งยี่ ซ่องโจร ซ้ำยังมีคดีฟอกเงินตามมาด้วย จึงจัดเป็นเรื่องน่าอดสูของสภาสูง - สภาล่าง และคนไทยทั้งประเทศไปด้วย

ในเวลาเดียวกันก็อยากตอกย้ำให้ผู้ที่ยังฟังความไม่ครบ และยังไม่เข้าใจได้เข้าใจว่า ที่สุดเรื่องราวดำเนินมาอย่างไร และจะไปต่อกันอย่างไร... 

จะเป็นมวยล้ม ต้มคนดู...เอากันถึงตายไหม และถึงขั้นจะแตกหักกันในรัฐบาลจนต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่หรือไม่?!

เอาละ ทีนี้มาเข้าเรื่องกัน ขอเริ่มต้นจากวันที่ 25 ก.พ.ซึ่งบอร์ด ดีเอสไอ เลื่อนการลงมติเพราะมีผู้ไม่เข้าร่วมการประชุมจำนวนมาก ขณะที่ต่างก็ถกเถียงกันว่า นี่เป็นหน้าที่ของ ดีเอสไอ หรือของ กกต.กันแน่

วันที่ 6 มี.ค.บอร์ดคดีพิเศษชุดใหญ่จึงมีการประชุมกันอีกครั้งเพื่อตัดสินว่า ดีเอสไอ ควรจะรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษตามที่มีผู้ร้องเรียนมาหรือไม่ หรือ จะโยนกลับไปให้ กกต.พิจารณากันเอง เพราะมีเรื่องอยู่ระหว่างที่ตรวจสอบยังไม่เสร็จส้ินอีกกว่า 500 เรื่องด้วยกัน 

...

ทั้งนี้ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการสอบสวนคดีพิเศษที่ให้บอร์ดชุดใหญ่เลือกระหว่าง 2 แนวทางด้วยกัน ได้แก่

1.เสนอให้ ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษในความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ตามมาตรา 116 และความผิดตามพ.ร.บ.ฟอกเงิน หรือ

2.ให้พิจารณาตามฐานความผิดคดีฟอกเงิน ซึ่งเป็นหนึ่งในความผิดตามบัญชีแนบท้ายพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษที่อยู่ในอำนาจของดีเอสไอในการทำคดีอยู่แล้ว 

เนื่องจากมีประเด็นความผิดว่า การฟอกเงินต้องเกินวงเงิน 300 ล้านบาทซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจน แต่ยังไม่ชัดเจนในวงเงินเกิน 300 ล้านบาท

บอร์ดคดีพิเศษ จึงเลือกข้อ 2 คือ เอาเฉพาะคดีฟอกเงิน ส่วนเหตุที่ไม่เลือกข้อ 1 ในความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร ก็เพราะเป็นความผิดนอกบัญชีกฏหมายการสอบสวนคดีพิเศษของ ดีเอสไอ นั่นเอง

ข้าราชการระดับสูงอึดอัดหาวเรอ

ไม่เป็นเครื่องมือพรรคการเมือง

การลงมติของคณะกรรมการบอร์ดคดีพิเศษนี้ สำคัญตรงที่ต้องมีกรรมการลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดที่มีอยู่ แต่เอาจริงๆ มีกรรมการลงมติไม่ถึงจำนวนที่กำหนด หนำซ้ำยังอาจตีขลุมได้ว่า เสียงเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยนี้เท่ากัน

เพราะกรรมการโดยตำแหน่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับปลัดกระทรวง และหัวหน้าหน่วยงานใหญ่ๆ ไม่มีใครอยากมีปัญหากับนักการเมือง ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองหลักอย่าง เพื่อไทย หรือ พรรคภูมิใจไทยเจ้าของคะแนนเสียงสว. สีน้ำเงิน 

หลายกระทรวงยังออกอาการอึดอัดหาวเรอมาตั้งแต่การประชุมครั้งก่อน จึงยืนยันกันก่อนการประชุมครั้งใหม่ว่า จะลาประชุม และงดออกเสียงแต่ต้น 

ย้อนรอยการลงมติเห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ

คะแนนเท่ากัน 11:11

การล็อบบี้(Lobby)เพื่อให้ข้อกล่าวหาของสว.140 คนซึ่งตกเป็นจำเลยเพราะถูกตีตราว่า เป็น สว.สีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทยอ่อนลง จึงอาจเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่ทำให้ผลการลงมติมีคะแนนเท่ากัน กล่าวคือ เลือกข้อ 2 เป็นคดีฟอกเงิน 11 คน จากจำนวนทั้งหมด 22 คน จากกรรมการ 9 คน บวก รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ในฐานะประธาน กับ รมว.ยุติธรรม รองประธาน อีก 2 ...ลงมติเห็นชอบให้เอาเฉพาะความผิดฐานฟอกเงิน 11 คนเท่านั้น ส่วนประเด็นว่า “ฮั้วกัน” หรือไม่ ให้ส่งคืน กกต. ไปตรวจสอบเอง

ที่เหลือ มีกรรมการ 4 คนเป็น ตัวแทนเลขาฯกฤษฏีกา, ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกฎหมาย, ตัวแทนผู้ว่าฯแบงก์ชาติ, อธิบดีกรมการปกครอง, และ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการปราบปรามผู้มีอิทธิผล...ลงมติไม่เห็นด้วย

กรรมการอีก 3 คน ตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์, อัยการสำนักงานคดีพิเศษ, และ ผู้ตรวจกระทรวงการคลัง...งดออกเสียง   

ยังมีกรรมการอีก 3 คนลาประชุม และแม้จะส่งผู้แทนไป แต่ผู้แทนก็ไม่เข้าประชุมด้วย อาทิ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร ผบ.ตร., พล.ต.อ.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการปราบปรามการฟอกเงิน 

กรรมการอีก 1 คนออกจากที่ประชุมไปก่อนเพราะเข้าใจว่าไม่มีการลงมติแล้วคือ เพชร ชินบุตร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจ...สิริรวม ผู้ลงมติไม่เห็นชอบ, งดออกเสียง และไม่เข้าประชุม - ออกไปจากที่ประชุมก่อนมีจำนวน 11 คน 

ตัดสินเอง ใครแพ้-ชนะ

สว.สีน้ำเงินยังแข็งแกร่ง

เช่นนี้แล้ว จะตัดสินว่า ใครแพ้ ใครชนะ คงยาก แต่ถ้าจะบอกว่า บารมีผู้นำจิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทยยังแข็งแกร่งพอจะไม่ถูกหักโค่นลงง่ายๆ ก็คงจะพูดได้ระดับหนึ่ง เพราะอย่างไรเสียงของ สว.140 คนก็ยังอยู่กับเขาแม้จะถูกรุมเล่นงานขนาดไหนก็ตาม

ข้อสรุปข้างต้นเป็นอันกระจ่างชัดว่า นี่ไม่ใช่เรื่อง “มวยล้ม ต้มคนดู” แต่เอาเป็นว่า แผนล้มสว.สีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย ยังทำไม่สำเร็จ

ส่วนข้อสงสัยที่ว่า จะเอากันถึงตาย หรือถึงขั้นแตกหักกันในรัฐบาลหรือไม่ ยังต้องดูกันยาวกว่านี้ว่า จะมีเรื่องราวอะไรที่เอามาประลองกำลังกันได้อีก หากพรรคแกนนำเห็นว่าร่วมรัฐบาลด้วยกันแล้วไม่ควรมีความขัดแย้งกันเกินไปอย่างที่เคยกระทำ

สำหรับปมที่ยังคาใจกันหลักๆ โดยเฉพาะเรื่องราวระหว่าง อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรคเพื่อไทย และแกนนำรัฐบาล กับ เนวิน ชิดชอบ ผู้นำจิตวิญญาณพรรคภูมิใจไทย นั้น โดยสรุปมีอยู่ 5 เรื่องด้วยกัน…

เรื่องแรก คือ 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคภูมิใจไทยกลัวว่า พรรคเพื่อไทยจะไปร่วมมือกับพรรคประชาชน 

เรื่องที่ 2.โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ และ คาสิโน  3.ที่ดินเขากระโดง - ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์  4.สิทธิการให้เช่าที่ดิน 99 ปี ซึ่งเป็นตัวการขัดขวางการสร้างบ้านเพื่อคนไทยในที่ดินของการรถไฟ และการให้ต่างชาติมีกรรมสิทธิ์ในคอนโด และที่ดินได้ 

เรื่องสุดท้ายเรื่องที่ 5.เพิ่งมีมาล่าสุด คือ การจัดการแข่งขัน โมโตจีพี ประจำปี นัยว่า หลังปี 2025 จะไม่มีการจัดแข่งขัน Mega Event นี้อีก ถึงแม้ว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) และ สนามช้างเซอร์กิตบุรีรัมย์ จะสามารถสร้างกิจกรรมอันเป็นฟันเฟืองสำคัญหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายการท่องเที่ยวเชิงกีฬา(Sport Tourism)ให้จังหวัดติดต่อกันมาถึง 5 ปีจนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกแล้วก็ตาม  

ประเด็นหลักที่ยังเป็นข้อกังขาคาใจกันเหล่านี้ จะยุติลงได้หรือไม่อย่างไร และต้องเอาอะไรมาแลกเพื่อปลดล็อกให้ได้ก่อนจะบานปลายไปไกลถึงขั้นแตกหักกันจริงๆ ในรัฐบาลหรือไม่...ก็อยู่ที่คนสองคนนี้เท่านั้น