ถือเป็นภารกิจหินของ ‘หนุ่ม’ ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ในฐานะ สส. แรก กับการผลักดัน ‘กฎหมายสุราชุมชน’ จนผ่านการพิจารณากฎหมายในวาระ 3 ได้สำเร็จ ท่ามกลางข้อครหาว่าขโมยผลงาน และ ‘ถีบพรรคประชาชนตกเรือ’ จน สส. ฝ่ายค้านออกมาโพสต์ตัดพ้อกลางโซเชียลสำหรับเขา เรื่องนี้มีคำอธิบายที่ไม่ซับซ้อน หากผู้ฟังเปิดใจโดยไม่ปักธงไทยรัฐออนไลน์ ชวน สส. ชนินทร์ หนุ่มสถาปนิกดีกรีเกียรตินิยมเหรียญทองจากรั้วจุฬาฯ และนักดูหนังตัวยง มาสนทนาถึงภารกิจผลักดัน ‘สุราชุมชน’ ตัวตน แนวคิดการทำงาน และเจตนารมณ์ทางการเมือง ภายใต้สถานการณ์ที่เขานิยามว่า ‘การเมืองยุคเปลี่ยนผ่าน’ ที่ดีเอ็นเอแบบ 'เพื่อไทย' คือเส้นทางที่เขาเชื่อ และเลือกเดินในการสร้างการเปลี่ยนแปลงปกติเป็นคนชอบดื่มไหม ผมเป็นคนดื่มน้อย แทบไม่ดื่มเลย สมัยเรียนก็จะดื่มเฉพาะเวลาเข้าสังคมจริงๆ หรือมีกิจกรรมที่ต้องดื่มจริงๆ แต่ผมชอบลอง อยากรู้ว่าอันนี้เป็นยังไง อันนั้นเป็นยังไง ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องดื่มอันนี้เท่านั้น อาจเพราะเราไม่ใช่นักดื่มตัวยง เลยไม่มีความชอบเป็นพิเศษว่าจะต้องกินแบบไหน พอเจออะไรใหม่ๆ ก็พร้อมลองตลอด แล้วทำไมถึงมาจับงานเรื่อง ‘สุราชุมชน’ผมอาจจะไม่ได้ผูกพันกับวงการสุรามาตั้งแต่ต้น แต่ผมมีเพื่อนที่ทำ SME และธุรกิจหลากหลาย พอเราเข้ามาอยู่พรรคเพื่อไทย มันเหมือนสบจังหวะกับเรื่องนโยบายของพรรคเรื่องสุราชุมชน และเราก็เห็นว่ามันมี Pain point อยู่ว่า ทำไมคนจำนวนหนึ่งที่เขาอยากทำธุรกิจอย่างถูกต้อง แต่ทำไม่ได้เพราะเข้าไม่ถึงใบอนุญาต เราก็เลยอาสามารับผิดชอบเรื่องนี้ เริ่มเข้ามาคลุกคลีตั้งแต่ตอนนั้น ลองเข้าไปคุยกับสมาคมคราฟต์เบียร์ สมาคมสุราชุมชน หรือผู้ประกอบการตามจังหวัดต่างๆ และเก็บประเด็นมาผลักดันในสภาผู้แทนราษฎรแนวคิด 'สุราชุมชน' ของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ต่างกันอย่างไรในส่วนของเพื่อไทยและรัฐบาลเอง เรามองมิติการเข้าถึงใบอนุญาตว่ายังไงก็ต้องมีการกำกับดูแลเรื่องสุรา เราจะบอกว่า "สุราเป็นเหมือนอาหารทั่วไปที่ใครอยากจะผลิตหรือบริโภคอย่างไรก็ได้" ...คงไม่ใช่แบบนั้นเรามองว่า สิ่งที่เป็นปัญหาในอดีตคือคนอยากประกอบอาชีพ ไม่สามารถเข้าถึงใบอนุญาต ดังนั้น เราอยากเปิดใบอนุญาตให้ครบถ้วน และมีเงื่อนไขที่ง่ายขึ้น ซึ่งอาจจะแตกต่างกันกับของพรรคประชาชน ที่เขามองว่าหากเป็นการผลิตที่ไม่ใช่เพื่อการค้า เช่น การผลิตที่บริโภคเอง หรือผลิตเพื่อแจกจ่ายในชุมชน มันควรเป็นเสรีภาพของตัวเขาเองที่รับผิดชอบต่อตัวเอง ไม่ต้องมากำกับดูแลควบคุม ฉันอยากจะผลิตในบ้านเพื่อรับประทานเอง ทำไมรัฐต้องมายุ่ง อันนี้ก็เป็นมุมมองเรื่องสิทธิเสรีภาพในแบบพรรคประชาชน แต่ในมุมพรรคเพื่อไทย เรารู้ว่าสุราเป็นสินค้าที่มีผลกระทบกับสังคม แต่เราก็รู้เหมือนกันว่ามันสามารถส่งเสริมเศรษฐกิจได้ เราอยากจะหาสมดุลของสองเรื่องนี้ คือทำให้เสรีมากขึ้น เข้าถึงใบอนุญาตได้ง่าย เพื่อให้ประชาชนประกอบธุรกิจได้ แต่ในทางกลับกัน เรายังต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมด้วย หากเราให้ทุกคนผลิตโดยไม่มีใบอนุญาตเลย เราจะรู้ได้อย่างไรว่า การที่เขาบอกว่าผลิตเพื่อบริโภคเอง เขาจะไม่ได้จำหน่ายจ่ายแจกต่อหรือแอบขาย... สิ่งเหล่านี้ รัฐเองจะไม่สามารถควบคุมผลกระทบทางสังคมได้ เพื่อไทยพยายามหาสมดุลของผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กันครับ การหา ‘หาสมดุล’ ระหว่างให้เสรีกับควบคุมผลกระทบ ความยากคืออะไร? มันยากตั้งแต่การเสนอวาระ 1 ถ้าจำกันได้ ณ ตอนนั้น มันมีการเสนอเข้ามา 3 ร่าง คือร่างของพรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคประชาชน ตอนนั้นมีแรงกดดันเยอะมากว่า สส. ฝ่ายรัฐบาลจะคว่ำร่าง สส. ฝ่ายค้าน ในลักษณะที่ว่าเราจะขโมยผลงานของเขาแล้วเอามาทำเป็นแบบของเรา คุณเท่าพิภพใช้คำว่า ‘ถีบตกเรือ’ ผมก็ยังยืนยันตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ว่า หลักการมันต่างกัน เราในฐานะพรรครัฐบาลไม่ได้หมายความว่าเราคว่ำร่างฝ่ายค้านตลอดเวลา กฎหมายหลายๆ ฉบับ ที่เรารับทุกร่างแล้วนำไปพูดคุยกัน แก้ไขในชั้นกรรมาธิการ จนออกมาเป็นร่างร่วมกัน เช่น สมรสเท่าเทียม, ประมงฯ, คุ้มครองแรงงานฯ เรารับทั้งร่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่กฎหมายเรื่องสุราชุมชน มันมีความแตกต่างกันจริงๆ ในเชิงหลักการ ก็คือร่างของคุณเท่าพิภพมันเสรีกว่าจริงๆ โดยที่อาจจะควบคุมผลกระทบได้ยากในมุมมองของเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาล เราก็เลยมีความจำเป็นต้องคว่ำร่างนั้น แปลว่าในคณะกรรมาธิการฯ เองก็มีอุปสรรคในการคุยเพื่อหาข้อสรุป?ผมคุยกับคุณเท่าพิภพหลังบ้านตลอด เขาก็จะมีความว่า ...ช่วยรับไปหน่อยเถอะ เขาไม่ได้ติดใจ เขาพูดในสภาด้วยซ้ำว่าถึงแม้จะรับหลักการเขาไป แล้วในชั้นกรรมาธิการจะไม่พิจารณาแบบของเขา เขาก็ไม่ติดใจ แต่อย่างน้อยให้ได้ชื่อว่า เขาคือผู้ร่วมเสนอ และได้รับหลักการร่างของเขาแล้วแต่เราก็บอกว่า เราไม่ได้ตั้งใจจะกีดกันอะไรเขา เรายินดีให้เขามาเป็นกรรมาธิการฯ และยินดีเอาแนวคิดเขามาพิจารณาร่วมด้วย แต่ด้วยหลักการที่ต่างกัน เราก็กลัวในเชิงสัญลักษณ์ว่าถ้าเรารับหลักการเขาไป กระแสสังคมที่กังวลต่อผลกระทบของสุราอาจมีแรงกดดันกลับมาที่ รัฐบาลว่า ทำไมคุณถึงมีแนวคิดที่จะสนับสนุนเรื่องแบบนี้ เราเลยมีความจำเป็นต้องพูดคุยกันกับพรรคร่วมแล้วก็พรรคฝ่ายค้านในขณะนั้น เช่นเดียวกันครับ พอเข้ามาในชั้นกรรมาธิการฯ อาจง่ายกว่าตรงที่ว่า เราคลี่คลายในวาระ 1 ไปเรียบร้อยแล้วว่าเรื่องไหนที่เป็นฉันทามติร่วมกันของ สส. ในสภา เรื่องไหนที่สภาลงมติไปแล้วว่าจะเอาแบบนี้นะ ดังนั้นในชั้นกรรมาธิการ ถึงแม้จะมีตัวแทนจากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลด้วย แต่ทุกคนก็มีเป้าหมายในทางเดียวกัน และรู้ว่า ‘แค่ไหน’ ที่สภาให้กรอบและให้อนุญาตกรรมาธิการดังนั้นในชั้นกรรมาธิการฯ จึงค่อนข้างทำงานอย่างราบรื่น ผมก็พูดในสภาว่าเป็นการทำงานที่รวดเร็ว เราแก้กฎหมายด้วยการประชุมแค่ 10 ครั้ง ดังนั้นก็หมายความว่า กฎหมายนี้ค่อนข้างเห็นพ้องกันในเชิงของหลักคิด ตอนโหวตในวาระ 3 เองก็เป็นเอกฉันท์ ดังนั้นมันก็ค่อนข้างบอกได้ชัดเจนว่า เพื่อนสมาชิกทุกคนเห็นพ้องกับกฎหมายฉบับนี้ หลังจากนี้ก็ต้องมารอลุ้นครับว่าพอส่งไป วุฒิสภาจะมีความเห็นแตกต่างกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเปล่าหัวใจหลักของ ‘สุราชุมชน’ ฉบับเพื่อไทยคืออะไร พรรคเพื่อไทยชูธงด้านเศรษฐกิจ เรามุ่งเรื่องของการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ เราเชื่อว่า วัฒนธรรมสุราชุมชนอยู่กับประเทศมานาน ดังนั้นแต่ละพื้นที่ก็จะมีสุราชุมชนเป็นของตัวเอง มีรูปแบบของตัวเอง การที่หากเราส่งเสริมให้เกษตรกรในแต่ละที่เอาผลผลิตของตัวเองมาทำสุราได้ มันจะเป็นการยกระดับรายได้ของเขาจากเดิมที่เคยขายผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าต่ำ แปรรูปมาเป็นสุรา ในระดับจุลภาค ระดับชุมชน เราอยากให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ที่ทำสุราอยู่แล้ว เข้าถึงใบอนุญาตได้ มีอาชีพที่ถูกต้อง ปัจจุบันนี้สุราเถื่อนที่ลักลอบผลิตอยู่ มีโอกาสในการได้ใบอนุญาตแล้วก็เปลี่ยนสินค้าที่เคยอยู่ใต้ดิน กลับขึ้นมาบนดิน เพื่อให้เขามีอาชีพที่ถูกต้อง ยื่นภาษีให้กับรัฐ มีโอกาสในการขับเคลื่อนประเทศ และเรามองว่า ประเทศไทยยังเป็นพื้นเกษตรกรรมอยู่ค่อนข้างเยอะ มีผลผลิตทางการเกษตรที่หลากหลายมาก ทั้งผลไม้ ข้าวเอง หรือเครื่องเทศต่างๆ สิ่งเหล่านี้คือเอกลักษณ์ของประเทศที่สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ได้ผ่านพฤติกรรมในการทำสุราส่วนในระดับมหาภาค เรามองว่าด้วยเทรนด์และการยอมรับของโลก ทำให้สุราเป็นสินค้าที่ดึงดูดการท่องเที่ยว ดึงดูดการยอมรับได้ อย่างเกาหลีใต้มีโชจู ญี่ปุ่นมีสาเก ฝรั่งเศสมีไวน์ แล้วทำไมประเทศไทยจะไม่มีสุราชุมชนที่เราภาคภูมิใจ เป้าหมายในเชิงเศรษฐกิจมหภาค หลังปลดล็อกกฎหมายสุราชุมชนสำเร็จหากเราย้อนไปดูตัวเลขในตลาดสุราไทย พบว่า มีมูลค่าอยู่ประมาณ 500,000 ล้านบาทต่อปี หากตีเป็นมูลค่าภาษีจากการขายสุรา จะอยู่ประมาณ 150,000 ล้านบาท คิดเป็นภาษีของสุราชุมชนเนี่ยครับแค่ราว 1%ดังนั้น หากเราสามารถขยายให้สินค้าสุราชุมชนมีความหลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น หรือเปิดโอกาสให้เขาพัฒนาสินค้าตัวเองมากขึ้น มันน่าจะเพิ่ม Market Share ได้ แล้วก็ช่วยกระจายรายได้ กระจายโอกาส ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างทุนใหญ่กับทุนเล็กลดลง แล้วความหลากหลายมันอาจจะส่งต่อไปถึงเรื่องของ Soft Power เรื่องของอุตสาหกรรมอาหาร เราสามารถเอาสุราชุมชนมาจับคู่กับอาหารประเภทต่างๆ เราอยากเห็นว่า ถ้ามาเที่ยวจังหวัดนี้จะต้องกินสุราตัวนี้ ถ้าไปจังหวัดนี้จะต้องกินสุราตัวนี้ หรือแม้กระทั่งบน Chef Table ต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจและทำให้เกิดการพูดถึงหรือพูดต่อเกี่ยวกับประเทศไทยผ่านวัฒนธรรมสุรามากขึ้น ดึงดูดให้เกิดการท่องเที่ยว การส่งออกสินค้าในประเภทสุราต่อไป เราคาดหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพใหญ่ ดึงรายได้กลับเข้ามาในประเทศไทย คุณบอกว่า ‘กฎหมายสุราชุมชน’ เป็นแค่ก้าวแรกเท่านั้น ก้าวต่อไปคืออะไร? ที่ผ่านมา อุปสรรคของสุราชุมชนคือมิติการสื่อสารประชาสัมพันธ์ สิ่งนี้เป็นปัญหาที่อยู่ในระดับกฎหมายอีกฉบับหนึ่งกฎหมายที่เรากำลังแก้อยู่ คือ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในอดีตมีการระบุไว้ในมาตรา 32 เรื่องการโฆษณาว่าเราไม่สามารถพูดถึงสุราได้เลย แค่เราพูดถึงในทีวีก็กลายเป็นว่าเราโดนฟ้อง กฎหมายตัวนี้เป็นปัญหาที่ทำให้สุรารายย่อยไม่มีโอกาสประชาสัมพันธ์ตัวเอง ผมมองว่ารัฐต้องเร่งแก้ไข ซึ่งขณะนี้ก็ดำเนินการอยู่ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรนะ นั่นคือการปรับปรุงกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็จะเข้าสู่สภาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568หากทุกอย่างผ่านเรียบร้อยภายในปีนี้ เราก็จะได้เงื่อนไขใหม่ในการประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยกฎหมายฉบับนี้ที่ผมนั่งเป็น กรรมาธิการอยู่ด้วย เราแยกเรื่องโฆษณากับประชาสัมพันธ์ออกจากกัน นั่นหมายความว่า จากเดิมที่เราพูดถึงสุราไม่ได้เลย เราอาจจะสามารถทำได้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิต ผู้ขาย หรือผู้นำเข้าสุรา จะสามารถนำเสนอรูปแบบผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า รวมถึงสามารถพูดได้ว่า สุราตัวนี้ทำมาจากอะไร มีคุณสมบัติอย่างไร หรือมีความน่าสนใจแบบไหน หลังจากที่เราสื่อสารประชาสัมพันธ์ได้มากขึ้น ก็จะมีกลไกอื่นๆ ของภาครัฐที่จะทำต่อได้ เช่นการนำมาเป็นสินค้า OTOP ส่วนของมหาดไทยที่ดูเรื่องของส่งเสริมให้เป็นสินค้าประจำพื้นที่ กระทรวงพาณิชย์ที่มีบทบาทในการเปิดตลาดใหม่ๆ ก็มีโอกาสนำสุราชุมชนไปแนะนำให้ทั่วโลกได้รู้จักมากขึ้น รวมถึงกลไกของคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ ก็จะมีโอกาสนำสุราชุมชนไปผนวกกับการผลักดันอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ อุตสาหกรรมซีรีส์ อุตสาหกรรมหนังสือ สิ่งเหล่านี้ก็จะสร้างการรับรู้ให้กับสุราชุมชนเพิ่มขึ้น ภายใต้รัฐบาลนี้ เราจะเห็นสุราชุมชนเป็นที่รู้จัก ไปอยู่ในมหกรรม อยู่ในงานที่ต่างชาติได้เห็นมากขึ้น เราคาดหวังว่ากลไกเหล่านั้นจะค่อยๆ ขยับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปเรื่อยๆคุณนิยามตัวเองตอนเด็กยังไง ผมนิยามตัวเองเป็น ‘เด็กเนิร์ดหลังห้อง’ เป็นเด็กสายวิทย์คณิตที่นั่งหลังห้องกับแก๊งผู้ชายด้วยกัน แต่เป็นเด็กหลังห้องที่ตั้งใจเรียนนะ ผมสามารถแยกประสาทได้ คือต่อให้เล่นอะไรกันให้ตายยังไง ผมก็จะเข้าใจสิ่งที่เพื่อนกำลังเรียนอยู่ แล้วผมก็จะเป็นคนที่ติวให้เพื่อนตลอด ตอนเด็กๆ ทุกคนจะชอบพูดว่า เราเป็นคนที่แก่กว่าอายุจริง เหมือนโตมาแล้วแก่เลย (หัวเราะ)การเป็นลูกนักการเมืองในจังหวัด ส่งผลให้คุณอยากทำงานการเมืองหรือเปล่า ผมลืมตามมาดูโลก พ่อผมก็เป็น สส.เรียบร้อยแล้ว ส่วนผมตอนเด็กๆ ก็ไม่ได้คลั่งไคล้หรืออยากเป็นนักการเมือง ผมรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย แถมพ่อก็ไม่ค่อยมีเวลาให้เราด้วย ผมโตที่จังหวัดสุรินทร์ ส่วนคุณพ่อเป็นนักการเมืองที่ต้องอยู่กรุงเทพเป็นหลัก เดินทางไปๆ มาๆ เราดูแล้วก็รู้สึกมันเหนื่อยจังเลย ดูทำงานหนักจัง เป็นนักการเมืองไม่เห็นดีเลยแต่ด้วยความที่อยู่ในครอบครัวการเมือง เวลาที่ใช้ชีวิตด้วยกันก็คือพูดคุยวิเคราะห์การเมือง นโยบายของรัฐ หรือการแก้ปัญหาต่างๆ ผมเป็น เด็กที่โตมากับการดูข่าวดูกับพ่อแม่ แล้วก็พูดคุยกันระหว่างดูข่าวต่างๆ นานา ทำให้เราซึมซับการวิเคราะห์เรื่องต่างๆ มีมุมมองต่อการเมืองตั้งแต่เด็ก ถึงแม้ว่าเราจะต่อต้านหรือรู้สึกไม่ได้เห็นด้วยในบางเรื่อง แต่พอเราโตขึ้น เราเข้าใจการเมืองมากขึ้น ทำให้เรารู้ว่า ถึงเราอยากจะทำธุรกิจให้ตายยังไง แต่ถ้าสังคมเป็นแบบนี้ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้ แต่สายที่คุณเลือกเรียนและอาชีพที่เลือกทำ ก็ถือว่าห่างไกลกับงานการเมืองสมัยมัธยมผมเป็นประธานออกแบบเชียร์ รับผิดชอบพวกแปรอักษร ทำเชียร์ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้เราเลือกเรียนสถาปัตย์ เพราะเราไม่ใช่เด็กวิทย์สุดโต่ง แต่ก็ไม่ใช่เด็กศิลป์ขนาดนั้น ผมรู้สึกว่าตัวเองอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 สิ่งนี้ หวยเลยมาออกที่สถาปัตยกรรมที่เราสามารถใช้ความรู้ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ผสมกับความคิดสร้างสรรค์ได้ พอเรียนจบก็มาทำงานสถาปนิกบริษัทเอกชนทั่วไป จนช่วงหลังเลือกตั้งปี 2562 ผมได้เข้ามาการเมือง ตอนนั้นเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และเป็นจังหวะที่เราก็อึดอัดกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจ สบจังหวะกับที่ทางผู้ใหญ่ในพรรคตั้งแต่สมัยไทยรักไทยออกไปตั้ง ‘กลุ่มแคร์ คิดเคลื่อนไทย’ นำโดยคุณหมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) คุณหมอมิ้ง (นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช) พี่อ้วน (ภูมิธรรม เวชยชัย) เราก็เลยมีโอกาสได้คุยกันว่า เราอยากจะสร้างประโยชน์หรือเสนอความคิดอะไรบางอย่าง ไปเป็น Thinktank ให้กลุ่มแคร์เผื่อว่ามีเรื่องนู้นเรื่องนี้แล้วเรามีความคิดมีไอเดียอะไรที่จะเสนอเขา เราก็จะได้เป็นกลไกหนึ่งในการเอาความคิดเหล่านั้นมาสะท้อนในสังคมตอนนั้นผมโลกสวยว่า รัฐบาลคุณประยุทธ์อาจจะหยิบความคิดอะไรบางอย่างไปทำ แล้วสังคมมันดีขึ้นได้ ซึ่งผลลัพธ์มันไม่ใช่แบบนั้น จนเลือกตั้งปี 2566 เราก็มานั่งคุยกันยกใหญ่ว่า เอายังไงดี เราจะอยู่เบื้องหลังหรือเราจะออกข้างหน้า ซึ่งส่วนตัวแล้วเราชอบงานวิชาการ งานสื่อสาร รู้สึกว่าการเป็น สส. เขตมันต้องทำงานพื้นที่กับประชาชนอย่างหนักหน่วง ซึ่งผมคิดว่าเราทำได้ดีในงานวิชาการมากกว่า สุดท้ายเราก็ได้อยู่ในรายชื่อปาร์ตี้ลิสลำดับที่ 34 ครับ ซึ่งตอนนั้นเพื่อไทยได้ปาร์ตี้ลิสต์ 29 คน อดครับ แต่แล้วโชคชะตาฟ้าลิขิต ลำดับมันก็เลื่อนขึ้นมาจนเราได้เป็นผู้แทนในปัจจุบันทราบมาว่าคุณคือนักดูหนังตัวยงเลย ผมชอบดูหนังมาก แบบถ้าย้อนไปสมัยมหาลัยหรือว่าจบใหม่ๆ ผมจะมานั่งทำเรคคอร์ดว่าปีนี้ผมดูหนังไปกี่เรื่อง ซึ่งเคยดูมากสุด 80-90 เรื่องต่อปี ชอบดูหนังทุกประเภทครับ โดยเฉพาะหนังเครียดๆ หนังที่รายละเอียดเยอะๆ แล้วก็หนังที่ให้ความสำคัญกับตัวละคร ขอหนัง 3 เรื่องที่ชอบที่สุด ก็จะมี 12 Angry Men (1957), Whiplash (2014), Room (2015)ผมชอบดูแล้วคิดตามว่าตัวละครแต่ละตัวคิดยังไง อย่างเรื่อง 12 Angry Men เป็นหนังที่เล่าเรื่องลูกขุน 12 คน ที่ต้องตัดสินคดีฆาตกรรม หลังจากฟังทุกอย่างในศาลแล้ว พวกเขาก็ต้องกลับเข้ามาคุยกันในห้อง 12 คน เพื่อแชร์กันว่าแต่ละคนมีความคิดต่อเรื่องนี้แตกต่างกันยังไง โดยแต่ละคนก็จะพูดถึงทัศนคติของตัวเองต่อเรื่องนี้ แล้วก็จะลากไปถึงพื้นหลังของแต่ละคนว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ เราก็จะเห็นความหลากหลายของตัวละคร หรือเรื่อง Room ก็จะเล่าสถานการณ์ให้แม่กับลูกที่ใช้ชีวิตในห้องๆ หนึ่งตลอด 5 ปี แล้ววันหนึ่งได้ออกมาข้างนอก ทัศนคติของคนที่ไม่เคยเจอโลกเลยมันก็เผชิญกับความวุ่นวายสับสน มีมายาคติอย่างหนึ่งว่าโลกข้างนอกเป็นแบบนี้ แต่ออกมาแล้วมันไม่ใช่ มันก็จะเป็นตัวละครที่มีความลึกซึ้งซับซ้อนมาก ผมเสพติดการดูหนังเครียดมาโดยตลอด จนชีวิตเริ่มเครียดจากการเมืองนี่แหละ เราก็เลยเริ่มผ่อนคลายมาดูหนังเบาๆ นอกจากหนังเครียดๆ คุณเองก็เป็นแฟนซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลด้วย?จริงๆ ไม่ใช่คนดูหนังฮีโร่นะ แต่มาอินกับ Marvel เพราะว่าได้จับพลัดจับผลูดูแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย มันเป็นหนังฮีโร่ที่ไม่ใช่แค่หนังฮีโร่ แต่มันลึกซึ้งบวกกับผมเป็นคนชอบวิเคราะห์ตัวละคร ผมก็รู้สึกว่า เฮ้ย มันเป็นหนังที่ไม่ใช่คอมมิคแบบยุคก่อนที่มีตัวดี ตัวร้าย มีประชาชนโดนรังแกแล้วก็ออกมาเรียกร้อง Batman อยู่ไหน แต่เป็นฮีโร่ในยุคที่พยายามจะอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบัน ก็เลยเริ่มอินกับมัน แล้วก็ชอบมากโดยเฉพาะถ้าพูดถึง Marvel Cinematic Universe ถ้าเคยดู Captain America: Civil War เป็นภาคที่เปิดเรื่องด้วยการที่ประชาชนในสหรัฐอเมริการู้สึกว่าไม่เห็นด้วยกับการมีฮีโร่อยู่ในประเทศเขา แล้วทำให้ประเทศเขาเดี๋ยวก็ตึกพัง เดี๋ยวก็นู่น เดี๋ยวก็นี่ ไม่มีการกำกับดูแลเลย เลยเอาเรื่องนี้เข้าไปในสภาเพื่อให้เซ็นสัตยาบัน ออกประกาศเพื่อที่หลังจากนี้ ฮีโร่ต้องมาขึ้นทะเบียนแล้วมีการกำกับดูแลมันคือความพยายามอย่างมากที่จะเอาเรื่องที่มันไม่จริงอ่ะ มาอยู่ในบริบทที่มันจริง มันไม่ได้หมายความว่าคนทุกคนจะต้องรักและคลั่งไคล้ซุปเปอร์ฮีโร่ ไม่ใช่เลย แต่หนังเล่าเรื่องคนที่ไม่เห็นด้วย คนที่ต่อต้าน คนที่รู้สึกว่าเขาได้รับผลกระทบจากการต่อสู้เหล่านี้หรือฮีโร่หลายๆ ตัวก็มีการทำผิด คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะดีแต่ทำไปแล้วมันไม่ใช่ กลายเป็นสร้างผลเสียให้ในสังคม หรือแม้แต่กระทั่งตัวร้ายก็ไม่ใช่ตัวร้ายแบบอยากครองโลก อยากมีพลังเหนือทุกคน แต่ตัวร้ายล้วนมีปมของมันบางอย่าง มีที่มาที่ไปว่าฉันทำแบบนี้เพราะว่าอะไร คุณค่าที่ตัวร้ายเชื่อคืออะไร ทำไมถึงตัดสินใจแก้ปัญหาแบบนี้ ถ้าให้เดา คุณน่าจะชอบตัวละครธานอสมากๆ ใช่ๆ ผมอินกับธานอสมากๆ รู้สึกว่าธานอสคือนวัตกรรมของการออกแบบหนังฮีโร่เลย ผมไม่ชอบฮีโร่ รู้สึกว่าฮีโร่มันน่าเบื่อ คือเรารู้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นคนแบบไหน แต่ธานอสเป็นตัวร้ายที่เปิดโลกผมว่า เฮ้ย มันมีความคิดแบบนี้ว่ะ คือถ้าดู Avenger ภาค 2 ภาค 3 ก็จะรู้ว่าธานอสเก็บอัญมณี Infinity Stone มาทำเป็นถุงมือเพื่อให้มันมีพลังในการดีดนิ้ว ผลลัพธ์ของการดีดนิ้วคือทำให้ประชากรหายไปครึ่งหนึ่งของจักรวาล ซึ่งหลักคิดของธานอสคือ เขารู้สึกว่าโลกใบนี้ควรค่าแก่การรักษาไว้ แต่จำนวนประชากรในโลกมันเยอะเหลือเกิน วิธีการรักษาโลกของเขาคือต้องทำให้คนหายไปครึ่งหนึ่ง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างทรัพยากรกับคน นี่คือวิธีคิดของตัวร้ายที่ทันสมัยมากๆ คือธานอสอาจจะทำวิจัยมาแล้วว่าตัวเลขที่สมดุลคือเท่านี้ (หัวเราะ) ส่วนกลไกในการเลือกว่าใครจะอยู่จะไป ก็ใช้ระบบ Random (สุ่ม) ไปเลยหนังซูเปอร์ฮีโร่สะท้อนภาพการเมืองได้ในมิติไหนบ้างฮีโร่ในแต่ละยุคสมัยก็ไม่เหมือนกัน เพราะว่าเขาพยายามจะสร้างความเชื่อมโยงกับสังคมในช่วงเวลานั้นๆ ดังนั้น ฮีโร่ในปัจจุบันมันเลยเป็นเหมือนฮีโร่ที่กำลังต่อสู้กับความแตกต่างทางความคิดอะไรบางอย่าง ไม่เหมือนฮีโร่เมื่อก่อนที่มาเพื่อเป็นแสงสว่างนำทางให้คนที่สิ้นหวัง ซึ่งส่วนตัวผมไม่อิน ในโลกแห่งความเป็นจริง ทุกคนล้วนเป็นสีเทา มันไม่มีหรอกว่าทุกอย่างมันดำมากเราเลยต้องเติมแสงสีขาวเข้ามาเพื่อทำให้ทุกอย่างมันดูสว่างขึ้น คือสุดท้ายแล้วมันเทาทั้งหมดอ่ะ แค่จะเทาเข้มเทาอ่อนเท่านั้นเอง ถ้าวันหนึ่งมีโอกาสได้ทำงานขับเคลื่อนวงการภาพยนตร์ แอนิเมชั่นไทย คุณอยากทำอะไรบ้างก่อนหน้านี้สังคมไทย ‘ติดกับ’ คือยอมรับประเทศอื่นมากกว่าประเทศตัวเอง มันก็เลยหลีกเลี่ยงที่จะนำบริบทสังคมและวัฒนธรรมมาจับกับงานสร้างสรรค์ แต่ตอนนี้สังคมเปิดมากขึ้น ซึ่งหากเราไปดูหนังไทยในเวทีนานาชาติก็จะพบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นหนังที่ดึงมิติทางสังคมในพื้นที่ต่างๆ มานำเสนอ อย่างหนังสัปเหร่อ ก็เป็นการสะท้อนสังคมอีสานที่น่าสนใจมาก หรือว่าหลานม่าเอง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของครอบครัวขยายแบบสังคมจีนในไทย หรือเรื่องวิมานหนาม ก็ถ่ายทอดปัญหาของอุปสรรคทางข้อกฎหมายในไทยของคู่รักเพศเดียวกัน ผมอยากเห็นวงการภาพยนตร์เปิดกว้างแบบสร้างสรรค์ครับ คือผมอาจจะยังอนุรักษ์ในระดับหนึ่ง คือผมไม่ชอบแนวคิดคำว่าเปิดกว้างของหลายๆ คนที่มองมิติสิทธิซะเยอะจนกลายเป็น 'การเปิดกว้างคือการยอมรับเรื่องไม่ดีเข้ามาในการสื่อสารสาธารณะ' เช่น เติมเรื่องเซ็กซ์มากขึ้นผมไม่ได้ต้องการให้วงการภาพยนตร์เปิดกว้างในมิตินั้น แต่อยากเห็นการต่อยอดในความคิดสร้างสรรค์ ชั้นเชิงในการทำโปรดักชัน การเขียนบทที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ให้ความสำคัญกับตัวละครที่ไม่ฉาบฉวย ไม่ใช่คิดชั้นเดียว หรือการแสดงที่มันสะท้อนสิ่งเหล่านั้นได้อย่างลึกซึ้ง ผมว่ามิติเหล่านี้ต่างหากที่มันจะพาเราไปไกลมากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ รวมถึงการบูรณาการร่วมกันกับสภาพสังคมจริงๆ