“สว.สำรอง” บุกรัฐสภา ยื่นสอบจริยธรรมสมาชิกวุฒิสภา หลังลงชื่อยื่น ป.ป.ช. สอบ “ดีเอสไอ-ทวี” ฉะ ขัดขวางการทำงานของ จนท.รัฐ ซัดคนที่เข้ามาด้วยวิธีไม่ชอบ ก็ "ร้อนรน" เป็นธรรมดา การันตี 1,200 รายชื่อ เป็นจริงตามนั้น

วันที่ 3 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา กลุ่มตัวแทนผู้สมัคร สว. กว่า 30 คน ทั้งกลุ่ม สว.สำรอง และผู้สมัคร สว. นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง รวมถึงภาคประชาชน เข้ายื่นหนังสือต่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ผ่านนายมุข สุไลมาน เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สอบจริยธรรม สว. ที่ร่วมลงชื่อพิจารณาไต่สวนและดำเนินการกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีกระทำการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า การเลือก สว. ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล หรือมีพฤติกรรมการจัดตั้ง ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ เรามองว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมามันไม่เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม เห็นกระบวนการต่างๆ เป็นการทำลายกฎหลักของบ้านเมือง ทำลายระบอบประชาธิปไตยอันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีการรวมกลุ่มกันเข้ามาลงชื่อกัน ทำโพยเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เมื่อพวกตนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงไปร้องเรียนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

แต่ปรากฏว่าผ่านมาแล้ว 8 เดือน กกต. ยังไม่สามารถคลี่คลายคดีต่างๆ ได้เลย ไม่มีคำตอบว่าการสอบสวนคืบหน้าไปถึงไหน แค่ตรวจสอบเลขใบสมัคร สว.3 ก็ใช้เวลาสิ้นเปลืองอย่างมากมาย หากปล่อยเวลาเนิ่นนานไป ยิ่งจะส่งผลเสียต่อระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น เพราะ สว. เหล่านั้นมีอำนาจในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ พวกตนจึงได้ร้องเรียนไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตลอดจนศาลฎีกา สุดท้ายแล้วก็ยังไม่มีผล ส่วนมากยกคำร้อง

...

นายอัครวัฒน์ ย้ำว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้ที่เข้ามาแสวงหาอำนาจเข้ามาสู่ระบบการเมืองไม่ยำเกรงกฎหมายและอำนาจใดๆ กระทำการอุกอาจ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยเสียหาย ในทางกลับกัน ยังมี สว. กลุ่มหนึ่งยื่นหนังสือต่อรัฐสภา เพื่อขอให้ยื่นต่อไปที่ ป.ป.ช. เอาผิดหน่วยงานที่ตรวจสอบกระบวนการฮั้ว สว. จึงอยากถามว่า สว. กำลังขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่

พร้อมกล่าวไปถึงโพยพยานคดีฮั้ว สว. 1,200 รายชื่อ ที่เผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ด้วยว่า อยากขอแจ้งไปยังผู้ร่วมขบวนการทำผิด ให้ไปติดต่อที่ดีเอสไอ ไปเป็นพยานจะดีที่สุด เชื่อว่ารายชื่อทั้งหมดที่อยู่ในเอกสารคงจะพอทราบว่าลำดับแต่ละคนว่าหมายเลขอะไร ได้คะแนนเท่าไหร่ เอาไปเปรียบเทียบกันเองก็จะทราบ “ผมอยากบอกว่าคนที่เข้ามาด้วยความบริสุทธิ์ เขาจะไม่มีความร้อนรนกับเรื่องใดๆ ที่จะเกิดขึ้น”

ขณะที่ นายมุข กล่าวว่า จะนำเอกสารเหล่านี้ไปเรียนท่านประธานรัฐสภาต่อไปที่เกี่ยวกับการร้องเรียนของ สว.สำรอง ต่อไป

ฉะ “แสวง” อนุญาตนำ “โพย” เข้าคูหา

นอกจากนี้ นายอัครวัฒน์ ยังให้สัมภาษณ์ภายหลังการยื่นสอบจริยธรรม สว. ด้วยว่า มีเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. อนุญาตให้ผู้เลือกนำโพยเข้าไปในคูหาการเลือก สว. รอบระดับประเทศ ที่เมืองทองธานี โดยเล่าว่าในเอกสารแนะนำตัว สว.3 มีการเขียนหมายเลขโพยอยู่ด้านหลัง เมื่อถึงเวลาให้เข้าคูหา มีการห้ามนำเอกสารใดๆ เข้าไป แต่มีผู้ตรวจการเลือกรายหนึ่ง พบพฤติกรรมว่ามีการอนุญาตให้นำเอกสาร สว.3 เข้าในพื้นที่การเลือก จึงมีการไปแจ้งกับ กกต. ในคืนเดียวกัน แต่ไม่มีผลอะไร กระทั่งการเลือกเสร็จสิ้น ผู้ตรวจการเลือกจึงเดินทางไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมถึง DSI

ทั้งนี้ ยืนยันว่าในเอกสาร สว.3 ที่มีการเขียนตารางเลขโพยไว้ด้านหลังอย่างชัดเจนทั้ง 20 กลุ่ม เอกสารนี้ได้ถูกยึดไปเป็นหลักฐานที่ DSI แล้ว นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเส้นทางการเงิน การพูดคุยโทรศัพท์ รวมไปถึงการนัดหมายเข้าพักในโรงแรมต่างๆ ก่อนวันเลือก จึงอยากให้สังคมลองนำโพยที่ตนนำมาไปเทียบกับบัตรในหีบบัตรเลือกของ กกต. ก็จะทำให้เห็นกระบวนการนี้อย่างชัดเจน

ในช่วงท้าย นายอัครวัฒน์ กล่าวด้วยว่า พวกตนไม่เห็นด้วยที่จะให้การเลือกเป็นโมฆะ เพราะกฎหมายเลือก สว. ออกกติกาไว้ดีอยู่แล้ว แต่มีบางคนบางกลุ่มที่ต้องการทุจริต ดังนั้น ผู้ที่กระทำผิดก็ควรถูกดำเนินคดี ส่วนผู้ที่มาอย่างบริสุทธิ์ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับกระบวนการเหล่านี้