“นายกฯ อิ๊งค์” ลั่นอยู่ครบเทอม สร้างความมั่นใจนักลงทุนต่างชาติ ขออย่าเพิ่งเสียกำลังใจ-ท้อใจ หลังจีดีพีไทยรั้งท้ายกลุ่มอาเซียน ยันทำเต็มที่ ปลุกรัฐบาล-เอกชนร่วมมือกัน อ้อนขอกำลังใจ รับมีท้อบ้าง แต่สู้เพื่อโอกาสคนไทย
วันที่ 2 มีนาคม 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “โอกาสไทยกับนายกแพทองธาร” ถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในภาพใหญ่ ว่า อยากจะพูดถึงตัวเลขเศรษฐกิจซึ่งมีตัวเลขออกมาจากทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และมีหลายฝ่ายรู้สึกกังวลว่าทำไมเศรษฐกิจของเราไม่โตหรือรั้งท้ายในกลุ่มอาเซียน ซึ่งจริงๆ มีข้ออธิบายจะได้บอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นมาบ้างระหว่าง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราทำอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง และรัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่บ้าง อย่างปีที่แล้วไตรมาส 4 จีดีพีเรามากขึ้นเป็น 3.2% ทั้งปีขึ้นมาที่ 2.5% แค่ไตรมาส 4 อย่างเดียวขึ้นเยอะมากพอสมควร เกิดจากฟรีวีซ่า เกิดจากการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐ เกิดจากการลงทุนทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มีตัวเลขมากมาย
จากตัวเลขที่ออกมาถามว่าแล้วทำไมจีดีพีประเทศของเราโตขึ้นน้อย เทียบกับอาเซียนรั้งท้ายเขาเลย จริงๆ 10 กว่าปีที่ผ่านมาเราไม่ค่อยมีการลงทุนในภาคของอุตสาหกรรมใหม่ๆ การเตรียมตัวของเรายังไม่ทัน ที่ตนได้พูดในหลายหลายเวทีว่าคนไทยมีศักยภาพอีกมาก รอแค่โอกาสเท่านั้น รอแค่การลงทุน รอแค่การเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาทักษะของคนหรืออุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ประเทศต้องสนับสนุนต่อไป
พร้อมยกตัวอย่างเรื่องของอุตสาหกรรมใหม่ที่พูดถึงเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ต่างๆ การจัดเตรียมบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคตต้องมี อย่างประเทศมาเลเซียก็มีการเตรียมตัวในเรื่องการทำเซมิคอนดักเตอร์มานานแล้ว ส่วนประเทศเวียดนามมีการฝึกฝนเรื่องการเขียนซอฟต์แวร์มาเป็นระยะเวลาหนึ่งเหมือนกัน อันนี้คือรัฐบาลลงทุนอย่างจริงจังในการทำสิ่งนี้ และมีภาคเอกชนช่วยกันหาความรู้และทักษะเฉพาะเพื่อผลักดันให้พร้อมกับอุตสาหกรรมในอนาคตต้องมี ซึ่งของเราเองยังไม่ได้มีในเรื่องตรงนี้อย่างจริงจังมาก เราเพิ่งพูดถึงการพัฒนาทักษะเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องทำต่อ เวลาผ่านไปเป็น 10 ปี เราจะไม่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเราเลยก็จะเป็นสิ่งที่จะตามคนอื่นไม่ทันอย่างแน่นอน
...
และแน่นอนการลงทุนต่างๆ ภาครัฐลงทุนแล้ว ภาคเอกชนก็ต้องช่วยกัน อันนี้คือสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องดันจีดีพีประเทศขึ้นด้วยกัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นคนดัน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายจริงๆ เราก็อยากให้ SME ซึ่งเป็น 75% ของประเทศมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอาศัยธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ให้มีการปล่อยสินเชื่อให้กับประชาชนมากขึ้น เพื่อประชาชนจะได้นำเม็ดเงินตรงนี้ไปพัฒนาอุตสาหกรรมของตนเองเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นอุตสาหกรรมในอนาคตก็ได้ ถ้าเราปล่อยสินเชื่อมันต้องได้ผลักดันจีดีพีแน่นอน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ และต้องทำ
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า พอรัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงาน ตอนนี้ตนนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีประมาณ 5-6 เดือน เราก็ดูในเรื่องของงบประมาณซึ่งค่อนข้างฟิตมากๆ มีจำกัดมากๆ งบส่วนใหญ่ที่รัฐได้มาก็จะถูกนำไปใช้จ่ายกับเรื่องของงบประจำ ซึ่งตนก็พยายามที่จะรัดเข็มขัดให้ดี เพราะไม่อยากจะให้มีการจ่ายงบประจำเพิ่มขึ้น เพราะพอเงินรายปีออกมาก็จ่ายเฉพาะสิ่งที่กำหนดไว้อยู่แล้ว อยากจะเอาเงินเหล่านี้เป็นการลงทุนของภาครัฐมากกว่า
“ก็อย่าเพิ่งเสียกำลังใจในเรื่องของจีดีพี เพราะว่าอย่างที่เราโต 2.5% ก็แปลว่าเราโตขึ้นจากปีที่แล้วที่เป็น 2% ก็เป็น 2.5% เป็นจีดีพีที่ขยับขึ้น และคิดแน่นอนว่าภายใต้การนำของรัฐบาลแบบนี้ พร้อมกับเอกชนที่ให้ความร่วมมือกัน จีดีพีมีโอกาสโตขึ้นสูงมากๆ ก็อย่าเพิ่งท้อใจ นี่เพิ่งต้นปี เราต้องร่วมมือกันทุกๆ ฝ่าย ปัญหาเหล่านี้ที่วันนี้เอามาเล่าให้ฟัง ก็อยากให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าต้องอาศัยหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ช่วยผลักดันจีดีพี”
ส่วนของรัฐบาลมองเห็นอะไร พร้อมที่รับมือกับเรื่องนี้อย่างไร แน่นอนเรามีการลงทุนในภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้นแน่นอนการหาเม็ดเงินใหม่ใหม่เข้ามาลงทุนอย่างที่เคยได้ยิน Google TikTok NVIDIA ซึ่งได้ยินชื่อกันอยู่แล้วที่ว่าจะมาลงทุนมากมายในประเทศ คือบีโอไอในปี 2567 มีต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทยกว่า 1 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 10 ปี ต้องชื่นชมทางบีโอไอด้วยประสานงานกับทางรัฐมาตลอดเวลาที่ไปเมืองนอก จะเห็นเลยว่าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราจะคุยกับใครและจะดึงใครบ้างมาลงทุน
“อย่างล่าสุดที่เข้าร่วมประชุม World Economic Forum ปี 2025 หรือ WEF 2025 เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส เมื่อเดือนมกราคม เขาถามจะมั่นคงอย่างไร ดิฉันได้ให้ความมั่นใจเลยว่าเราจะทำเรื่องนี้เต็มที่ ผลักดันเรื่องการลงทุน ดิฉันต้องอยู่ครบเทอมเพื่อผลักดันการลงทุน เพื่อเป็นการบอกให้เขามั่นใจว่าเราไม่ได้จู่ๆ จะเปลี่ยนอีกนะ เอะอะยุบสภากันนะ เกมการเมืองเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ว่าคนที่ได้ผลกระทบคือประชาชนและประเทศชาติ อันนี้เป็นสิ่งที่เมื่อเป็นนายกฯ ต้องตระหนักเรื่องนี้ หนักแน่นเข้าไว้ในทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราหนึ่งคนเล่นเกมการเมืองทุกอย่างที่คุยไว้ ไม่มีใครเขาเชื่อแล้ว จบ การลงทุนทุกอย่างจะผลักดันได้ยาก”
แต่ข้อดีของเราหลายๆ เรื่องคือ การมาตั้งโรงงานที่เราการใช้พื้นที่ในประเทศไทยประหยัดคอร์สกว่าประเทศอื่นๆ ในประเทศเพื่อนบ้านเรา สมมติถ้าเขาจะไปตั้งโรงงานฐานการผลิตที่สิงคโปร์ การจ้างงานเขาก็แพงกว่าเรา การใช้พื้นที่ต่างๆ ก็แพงกว่า อันนี้คือด้านภูมิศาสตร์ที่เรามีและแข็งแรงอยู่แล้ว โดยขอยกตัวอย่างอุตสาหกรรมที่จะมาลงทุนในบ้านเราตอนนี้ก็จะมีอุตสาหกรรมด้านดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์อีวี ซึ่งอันนี้เน้นมาก เพราะโรงงานที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นของญี่ปุ่น ของจีน เขาก็เริ่มปรับรถยนต์ปกติให้มาเป็นอีวี บางทีก็เป็นไฮบริดก่อน และมีอุตสาหกรรมในเรื่องของพลังงานซึ่งทั่วโลกก็จะพิจารณาด้วยว่าการที่เราใช้พลังงานเยอะเราต้องรู้จักพลังงานสะอาดคือต้องรักษ์โลกไปด้วย พร้อมกับพัฒนาโลกไปด้วย ทุกอย่างต้องบาลานซ์กันให้ได้ จุดนี้ก็สำคัญมากช่วงเรื่องของพลังงานก็จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอนาคต
นายกรัฐมนตรี ระบุต่อไป ถามว่าลงทุนแล้วประเทศได้อะไร แล้วคนที่อยู่ไกลคิดว่าการลงทุนแล้วมาเกี่ยวอะไร คือจะเกิดการจ้างงานที่มากขึ้น เพราะฉะนั้นการถูกจ้างงานต่อไปค่าแรงก็แพงขึ้นการได้รับรายได้จากตรงนี้ก็จะสูงมากขึ้น อันนี้คือการดูแลภาพใหญ่ในภาพรวมทั้งหมด เพราะฉะนั้นเวลาที่บริษัทต่างประเทศเอาเงินมาลงทุนไม่ได้แค่ว่าจีดีพีประเทศขยับซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ลงไปถึงรากเล็กๆ คนเล็กๆ เพราะฉะนั้นได้ทั้งระบบจริงๆ บางคนคิดว่าดิฉันไม่มีทักษะการที่จะทำอุตสาหกรรมเหล่านี้ทำอย่างไร ซึ่งได้คุยกันไว้หมดแล้วว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้จะมีการพัฒนาทักษะของคนด้วย
พร้อมยอมรับว่าในวันนี้เราอาจจะยังไม่มีทักษะมากพอ แต่ตนก็เน้นเรื่องของการศึกษา การเพิ่มโอกาสให้กับเด็กๆ ในการเรียนต่ออย่างที่เคยพูดไปแล้วไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษาหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOS) ให้เด็กๆ ได้ไปเรียนรู้ในด้านอุตสาหกรรมในอนาคต ในด้านของเทคโนโลยีที่ของเรายังขาดตรงไหนบ้างก็เพิ่มโอกาสการศึกษาขึ้น รัฐบาลก็ต้องสนับสนุนก่อนว่า เด็กๆ ให้เป็น Thailand Zero Dropout ไม่มีใครออกนอกระบบการศึกษา ให้ทุกคนกลับเข้ามาในระบบการศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับตัวเอง เพิ่มโอกาสในการหารายได้ เพิ่มโอกาสในการถูกจ้างงานในอนาคต เพราะฉะนั้นต้องให้เด็กๆ กลับเข้ามาในการศึกษา มีการศึกษาที่ดีไว้เพื่อรอโอกาสที่กำลังจะมาถึง เพื่อเป็นทุนของประเทศ รวมถึงการเรียนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น สาขาเทคโนโลยีการบรรจุ (Packaging Technology) วิศวกรรมยานยนต์ หรือวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและโอกาสการจ้างงานในอนาคต
ในเรื่องของการเกษตร ซึ่งเกษตรกรไทยมีประมาณ 10 ล้านคนในประเทศของเรา พื้นที่เกษตรมี 47% นั่นแปลว่าเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศไทยเป็นพื้นที่การเกษตร แต่รายได้เหล่านี้มีผลแค่ 9% ของจีดีพี คือน้อยมาก แปลว่าเกษตรกรทำงานหนักได้เงินน้อย อันนี้คือสิ่งที่อยากเปลี่ยน แต่มันมีกระบวนการเยอะมากที่ต้องทำ ก่อนจะอธิบายให้ฟังว่า ข้าวตอนนี้หลายๆ ประเทศส่งออกกันเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นทำให้ราคาทั่วโลกตกลง ซึ่งได้มีการเรียกประชุมแล้วทั้งรัฐมนตรีพาณิชย์และรัฐมนตรีเกษตรฯ เพื่อที่จะปรึกษากันในเรื่องนี้ และได้ออกมาตรการไปเรียบร้อยแล้วที่จะช่วยเหลือพี่น้องชาวนา เข้าใจทุกอย่างว่าพอเมื่อทุกประเทศส่งออกราคามันตก ใช่เป็นภาพรวมแล้วราคาตก กระทบไปถึงเกษตรกรตัวเล็กๆ ที่เขาก็ขายได้น้อยลง เงินในกระเป๋าเขาก็น้อยลง เพราะฉะนั้นอะไรที่ทำได้ก็อยากรีบทำ ซึ่งก็ได้ดำเนินการแล้ว เรียกประชุมแล้วทุกคนก็มีทางออกให้ เพราะฉะนั้นมั่นใจได้ว่าสินค้าตรงนี้จะราคาเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน อย่างหนึ่งที่ต้องทำต่อไปคือการวิจัยต่างๆ นอกเหนือการส่งออกที่รัฐบาลต้องหาตลาดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำอยู่แล้วและทำแน่ ในการพัฒนาพันธุ์ข้าว พัฒนาพันธุ์พืชต่างๆ พัฒนาในการเรื่องการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ เพื่อส่งออกเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีมากขึ้น รวมถึงเรื่องของผลไม้ พืชเศรษฐกิจใหม่ ไทยเป็นผู้ส่งออกสำคัญของโลกทั้งทุเรียน ลำไย มังคุด มะม่วง ซึ่งต่างชาติชอบมาก แต่ว่าตอนนี้เองทุกๆ ประเทศพยายามผลิตแข่งขันกับเรา นั่นไม่แปลกเลย ของเรามีอะไรดีแน่นอนทุกคนแข่งขัน เพราะฉะนั้นเราจะหยุดในเรื่องของการพัฒนาตัวเองไม่ได้ โดยเรามีความตั้งใจที่อยากจะเปลี่ยนผลไม้ไทยให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เหมือนที่ทำไวน์ฝรั่งเศสทำไมขายไวน์ขวดละเป็นแสนได้ และตอนนี้เรากำลังนิยมเรื่องของการปลูกชา กาแฟ หรือการปลูกพืชทดแทน รัฐบาลเองก็อยากให้ปลูกกาแฟหลายพันธุ์มากขึ้น เฉพาะของประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้น
จากนั้นนายกรัฐมนตรีเล่าถึงช่วงที่มีโอกาสไปลงพื้นที่ตรวจราชการที่ภาคใต้ ชาวบ้านบอกว่าสมัยที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เคยให้งบประมาณ 700 ล้านบาท เพื่อสร้างสะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ที่ จ.พัทลุง ก่อนจะบอกว่าลูกมาแล้ววันนี้ให้งบอีกแน่นอน ซึ่งชาวบ้านน่ารักมาก ความจริงแล้วทุกจังหวัด ทุกที่ รัฐบาลต้องดูแลอยู่แล้ว ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เลือกว่าจังหวัดไหน คุณพ่อเคยทำหรือไม่ ไม่เกี่ยวกัน ทุกที่ ทุกจังหวัดคือประเทศไทย เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีจะต้องดูแลประเทศไทยให้ดีที่สุด อันนี้คือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ไม่มีข้อต่อรอง
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันจีดีพี ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นเดือนที่ 2 เอง รัฐบาลผลักดันต่อแน่นอน เพื่อให้จีดีพีของประเทศเพิ่มมากขึ้น เมื่อจีดีพีเพิ่มขึ้นนั้นแปลว่าเงินในกระเป๋าของประชาชนเพิ่มขึ้นด้วย คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ตัวเลขเหล่านี้เพื่อให้ประเทศอื่นๆ จะได้ดูด้วยว่าประเทศไทยมีคุณภาพ มีศักยภาพขึ้นแล้วจีดีพี ช่วงนี้ที่ไม่ได้ขึ้นมานานก็ขึ้น กำลังค่อยๆ ไปต่อ ตนก็อยากทำให้ขึ้นแบบก้าวกระโดด ก็อยากอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อที่จะได้มีจีดีพีเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด คิดว่าจริงก็เป็นไปได้ แน่นอนรัฐบาลอยากให้พี่น้องทุกคนรวยๆ จะได้จับจ่ายใช้สอยให้เกิดประโยชน์กับประเทศด้วย เพราะฉะนั้นวินวินแน่นอน
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า “ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ก็ขอกำลังใจเยอะๆ บางทีก็มีท้อบ้าง แต่ว่าไม่ท้อนานแน่นอน สู้ค่ะ ยังไงก็ตามประเทศยังต้องการพัฒนา การผลักดันอีกเยอะ คนยังต้องการการสนับสนุนอีกเยอะ วันนี้ที่มีโอกาสเป็นนายกฯ จะทำหน้าที่เต็มที่ที่สุด เพราะฉะนั้นปีแห่งโอกาส ทุกคนต้องมีความหวังและต้องได้รับโอกาสแน่นอน”