“กัณวีร์” ฟาดส่งอุยกูร์เต็มใจกลับบ้าน “โกหกคำโต” แฉจดหมาย-อดอาหาร บ่งบอกความต้องการที่แท้จริง เตือนไทยเตรียมรับผลกระทบจากการตัดสินใจผิดพลาด

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 รัฐสภา นายกัณวีร์ สืบแสง สส.พรรคเป็นธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทางการไทยส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนว่า รัฐบาลไทยทำงานแบบลับๆ ล่อๆ หลังเสร็จภารกิจเมื่อวานนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2568) รัฐมนตรีทั้งสามคนถึงออกมาแถลงข่าวว่า นายกรัฐมนตรีเองรู้มานานแล้วตั้งแต่พบกับรัฐมนตรีสีจิ้นผิง ให้ส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน ตนมองว่าไม่ควรทำเรื่องนี้แบบเงียบ ๆ หากรัฐบาลคิดว่าเป็นทำงานอย่างโปร่งใส ทำไมจึงไม่ชี้แจงต่อเวทีโลก การปิดบังตั้งแต่ขนคนออกจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สวนพลู) จนเครื่องบินถึงไทย และกลับไปซินเจียง ก็ยังไม่มีแถลงการณ์ออกมา จนเราต้องติดตามเรดาร์ ถึงทราบข้อมูล

นายกัณวีร์ กล่าวอีกว่าวันนี้มีการเปิดเผยจดหมาย 3 ฉบับ จากชาวอุยกูร์ที่อยู่ในห้องขัง ตม. (สวนพลู) ส่งให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ขอให้ช่วยลงทะเบียนคุ้มครองผู้ลี้ภัย เพราะไม่อยากกลับไปเจอการประหัตประหารที่ประเทศจีน ส่วนจดหมายฉบับที่ 2 จากครอบครัวชาวอุยกูร์ที่ได้รับการตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศตุรเคีย(ตุรกี) เขาอยากให้รับครอบครัวของเขาไปอยู่ด้วยกันที่ตุรเคีย

...

ส่วนหนังสือฉบับที่ 3 ชาวอุยกูร์เขียนเป็นหนังสือภาษาตัวเอง ที่ออกมาขอความช่วยเหลือ สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานว่าพวกเขาไม่อยากกลับไปยังประเทศจีน พวกเขากลัวว่าจะถูกส่งกลับ จึงได้อดอาหารประท้วง มาวันนี้จะเป็นไปได้อย่างไรว่าชาวอุยกูร์เหล่านั้นสมัครใจกลับจีน หากอยากกลับจริงจะเสียเวลา 11 ปี ในห้องขังทำไม แบบนี้เท่ากับโกหกคำโต

นายกัณวีร์ กล่าวด้วยว่า แม้ ผบ.ตร. จะบอกว่าการส่งกลับถูกต้องแล้ว จะได้ไม่ต้องใช้ภาษีของประชาชนเลี้ยงดู แต่การกลับไป ต้องกลับแบบสมัครใจ ยืนยันว่าเรื่องนี้เวทีโลกให้ความสนใจ คำตอบจะมัดตัวรัฐบาลเอง ขอให้เตรียมรับมือในสิ่งที่ทำไว้ และรับผิดชอบกับมือที่เปื้อนเลือดด้วย

“คลิปที่เห็นมีครอบครัวอุยกูร์บางคนมารับ มากอดร้องไห้ที่สนามบิน เหมือนแสดงละคร ผมอยากถามว่าแล้วอีก 40 ชีวิต อยู่ที่ไหน ได้รับการดูแลอย่างไร”

นายกัณวีร์ ยังมองด้วยว่าการทำงานทางการทูตของรัฐบาลไทยต่ำ ไม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องมนุษยธรรม แต่ใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตแบบไผ่ลู่ลม ไม่ว่าจีนอยากทำอะไรก็ได้หมด การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระบุว่านี่เป็นการทูตแบบเงียบ ๆ (Quiet Diplomacy) ตนเห็นว่านี่เป็นความเงียบในการฆ่าคน  และอาจเป็นต้นเหตุให้ประเทศไทยถูกประเทศมุสลิมรวมถึงเวทีโลกคว่ำบาตรได้  จึงเชื่อว่าจากนี้ไปจะมีแรงปะทะแน่นอน เพราะดีลลับระหว่างรัฐบาลไทย-จีน-เมียนมา คงยังไม่จบ