"วันนอร์" เดินหน้าประชุมร่วมรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญ บอกมี 2 ร่างที่เสนอเข้ามาจากฝ่ายค้านและรัฐบาล วางกรอบพิจารณา 19 ชั่วโมง ยัน การบรรจุญัตติเป็นอำนาจประธาน ไม่จำเป็นต้องถามศาลรัฐธรรมนูญ

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข้อกังวลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อาจมีผู้ไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภาสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลยหรือไม่ หรือจะต้องทำประชามติก่อน ว่า ตนได้รับญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ญัตติ คือ ร่างของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและคณะ อีกร่างของ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและคณะ ซึ่งจากการหารือกับวิป 3 ฝ่ายและผู้แทนคณะรัฐมนตรี ที่ผ่านมาได้ข้อสรุปบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ โดยวางกรอบเวลา 19 ชั่วโมง

ส่วนข้อกังวลไม่ทราบว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นใด หากมาจากสมาชิกรัฐสภาจะต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 40 คน และประธานรัฐสภาต้องหารือในที่ประชุมร่วมของรัฐสภาว่าจะมีผู้เห็นด้วยให้ประธานสภาส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ หากเสียงข้างมากเห็นว่าควรส่ง ประธานก็จะดำเนินการส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าควรจะมีขั้นตอนนี้หรือไม่เพื่อให้เกิดความสบายใจและเดินหน้าต่อ หรือต้องรอให้ สส. ส่งเรื่องมา นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ความเห็นแต่ละฝ่ายอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ความเห็นของประธานรัฐสภาเห็นว่าควรจะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระและพิจารณาในที่ประชุม เพราะก่อนหน้านี้ได้นำเอาญัตติทั้ง 2 ไปหารือในที่ประชุมของที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของประธานสภาฯ แล้ว และเสียงข้างมากเห็นว่าบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระเพื่อพิจารณาได้ ซึ่งตนชี้แจงในที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายไปแล้ว ส่วนการที่จะให้ไปทำประชามติก่อนถึงจะบรรจุการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเขาใช้คำว่า ถ้าสภาฯ ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้ไปถามประชาชนก่อน

...

ประธานสภาฯ ยังบอกด้วยว่า ตนใช้การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะส่งให้ศาลท่านบอกว่าเรื่องยังไม่เกิด อำนาจการบรรจุญัตติเป็นอำนาจของประธานรัฐสภา เรื่องยังไม่บรรจุจะมาถามศาลทำไม นอกจากนี้ยังถามศาลว่าควรทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง ศาลก็บอกให้วินิจฉัยเอาเอง ตนจึงตีความว่าการที่จะให้รัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องถามมติจากรัฐสภา ดังนั้นต้องมีการประชุมถ้าวาระแรกในชั้นรับหลักการต้องมีเสียงข้างมากเห็นชอบมากกว่า 1 ใน 3 แล้วฝ่ายวุฒิสภาก็ต้องมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยเสียงก็ต้องเกิน 1 ใน 3 คือ 67 คนขึ้นไป หากคนไม่เห็นด้วยเกินกว่า 1 ใน 3 ถือว่าญัตติก็ต้องตกไปในวาระแรก ก็ไม่ต้องไปถามประชามติจากประชาชนแล้ว

แต่หากวาระแรกผ่าน แสดงว่าต้องการทำ ตนก็หยุดกระบวนการของรัฐสภา แล้วนำความต้องการไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทำประชามติต่อประชาชน ว่าจะเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็เดินหน้าต่อ แต่หากไม่เห็นด้วยก็ยุติทั้งหมด จะได้ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณแผ่นดินในการทำประชามติหลายรอบ เพราะทำประชามติครั้งหนึ่งใช้เงิน 3 พันล้านบาท ถ้าหากเราถามประชาชนก่อนแล้วประชาชนบอกเห็นด้วย แต่มาประชุมรัฐสภา รัฐสภาบอกไม่เอาด้วย ก็เสียเงินไป 3 พันล้านบาทเปล่าๆ งบประมาณนี้เอาไปทำประโยชน์อื่นได้ตั้งเยอะ