“วิโรจน์” มอง มาตรการแก้ PM 2.5 ของรัฐบาล เป็นการคลี่คลายปัญหาระยะสั้น หากจำเป็นก็ต้องดึงงบกลางมาเพิ่ม แนะเก็บค่าธรรมเนียมกับโรงงานน้ำตาลซื้ออ้อยไฟไหม้แพงขึ้น จูงใจเกษตรกรขายอ้อยสด


วันที่ 26 มกราคม 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ที่ จ.จันทบุรี ถึงการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของรัฐบาลในขณะนี้ ว่า เป็นมาตรการคลี่คลายปัญหาในระยะสั้น หากมองถึงเรื่องปัญหามลพิษทางอากาศ ยังมีเรื่องของสารอินทรีย์ระเหยง่ายด้วย ซึ่งเราไม่พบมาตรการการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน นายวิโรจน์ ตั้งข้อสังเกตจากการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ว่า ตั้งแต่ที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล สมัยนายเศรษฐ ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นประธาน และไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยซ้ำ มีการประชุมเพียง 3 ครั้ง ขณะที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็มีการประชุมไปแค่ 2 ครั้ง ยิ่งเมื่อดูในรายงานการประชุมก็จะพบเรื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหิน เรื่องถนน ส่วนที่ใกล้เคียงกับปัญหา PM 2.5 มากที่สุดคือ น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 และยูโร 6 เท่านั้น แสดงว่ารัฐบาลสามารถจริงจังกับปัญหานี้ได้มากกว่านี้ หากไปดูมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้ ก็พบว่ารัฐบาลดูเบาต่อสถานการณ์ในเรื่องนี้เกินไปจริงๆ

“เราไม่อยากมองว่า PM 2.5 เป็นเรื่องปกติไปแล้ว ไม่อยากให้มันเป็นความปกติใหม่ของประเทศไทย”

เมื่อถามถึงมาตรการรถไฟฟ้าและรถเมล์ฟรี 7 วัน ที่ใช้งบประมาณถึง 140 ล้านบาท ซึ่งนักวิชาการมองว่า ควรนำไปซื้อเครื่องฟอกอากาศให้นักเรียนมากกว่า นายวิโรจน์ ระบุว่า เรื่องนี้คงจะต้องทำหลายๆ อย่าง ไม่ใช่เรื่องการนำจำนวนเงิน 140 ล้านบาทนี้ มาใช้อย่างจำกัดจำเขี่ย รถไฟฟ้า-รถเมล์ฟรี อาจจะต้องทำไป แต่หากจำเป็นต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศให้กับเด็ก ก็ต้องอนุมัติงบกลางมาอีกหนึ่งก้อน ไม่ใช่ใช้เงินเพียงก้อนเดียวแล้วแบ่งกันไปกันมา สุดท้าย ตรงนั้นตรงนี้ก็ได้ไม่เต็มที่

...

“ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งตระหนี่ถี่เหนียว นาทีนี้เป็นปัญหาที่เข้าถึงคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกสถานะ ยากดีมีจน คุณก็ต้องใช้อากาศหายใจเหมือนกัน”

ทางด้านคำถามกรณีที่พรรคเพื่อไทยเคยมีนโยบายระบุจะกำจัดต้นตอ PM 2.5 เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถทำได้ จะถือว่าทำไม่ได้ตามที่หาเสียงไว้หรือไม่ นายวิโรจน์ ตอบว่า การประชุมที่ผ่านมา ไม่มีครั้งใดที่พูดถึงเรื่อง PM 2.5 ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนอยู่แล้วว่ารัฐบาลไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้ ตนมองว่า มาตรการนี้คงต้องใช้ทั้งการรณรงค์ กฎหมาย และการชดเชยเยียวยาด้วย

ขณะที่เรื่องนี้จะถูกนำไปเป็นเรื่องหลักในการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ นายวิโรจน์ ระบุว่า นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เตรียมเรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นคนที่พรรคมอบหมายให้ดูแลในเรื่องนี้ รวมถึงได้ติดตามความคืบหน้า ความจริงจังจริงใจของรัฐบาลชุดนี้มาโดยตลอด

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกรณีมีประชาชนโพสต์ภาพเผาอ้อยจนถูกวิจารณ์ นายวิโรจน์ บอกว่า อย่าเพิ่งไปโทษประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่การรณรงค์ ทำความเข้าใจของรัฐบาล และหน่วยงานต่างๆ น้อยเกินไปและเข้าไม่ถึง ทำให้เขายังไม่ได้ตระหนักว่าสิ่งที่เขาทำลงไปเป็นผลร้ายในระดับชาติ

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า เรื่องอ้อยควรมีการเก็บค่าธรรมเนียมกับโรงงานน้ำตาลที่ซื้ออ้อยไฟไหม้ให้แพงขึ้น เพื่อนำค่าธรรมเนียมตรงนี้ไปอุดหนุนกับเกษตรกรที่ขายอ้อยสดให้ได้ราคาดี เพื่อจูงใจให้มีคนอยากขายอ้อยสดมากขึ้น เพราะอย่าลืมว่าการขายอ้อยสดมีต้นทุนการดำเนินการที่แพงกว่าการเผาอ้อย เนื่องจากมีเรื่องต้นทุนสาธารณสุขที่สูงกว่า นอกจากนี้ ควรมีการส่งเสริมเรื่องการเกษตรแปลงใหญ่ และลงทุนในเรื่องรถตัดอ้อย เพื่อให้เกษตรกรสามารถหยิบยืมไปใช้ได้ ควบคู่กันไป ต้องทำหลายมิติร่วมกันปัญหานี้จึงจะแก้ไขได้ ภายใต้การสร้างความเข้าใจร่วมกัน หากใช้กฎหมายอย่างเดียว ความเข้าใจก็ไม่มี จะเกิดข้อผิดพลาดกันอีก หรือหากใช้แต่มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ไม่มีมาตรการทางกฎหมาย ก็จะไม่เข้มงวด ไม่รัดกุม ทุกอย่างต้องทำควบคู่กัน.